สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ทำอย่างไร จึงจะฝ่าวิกฤตอีเอ็มเอสได้ โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์ช่วงนี้คงต้องยอมรับว่า การเลี้ยงกุ้งประสบวิกฤตเรื่องโรคตายด่วน หรือ “อีเอ็มเอส” อย่างมาก ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาภาวะขาดทุน ผลผลิตน้อยลง ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือ เกษตรกรรายย่อย จำนวนไม่น้อยต้องหยุดเลี้ยงไป ส่วนฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่ ต่างลดจำนวนบ่อเลี้ยงลง เพราะไม่มั่นใจว่าจะสามารถเลี้ยงกุ้งผ่านวิกฤต “อีเอ็มเอส” ได้หรือไม่

ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ทุกภาคส่วน ได้พยายามแก้ปัญหา ตั้งแต่กระบวนการผลิตลูกกุ้ง รวมทั้งมีการตรวจเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด อีเอ็มเอส ตั้งแต่ในลูกกุ้ง ก่อนนำไปเลี้ยงในบ่อดิน รวมทั้งการจัดการคุณภาพน้ำ และหลากหลายวิธีตามความเหมาะสม แต่ก็ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ผลสม่ำเสมอ ไม่ใช่วิธีตายตัวที่บอกได้ว่า ทำแบบนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ เพราะบางทีเลี้ยงรอบนี้ได้ผลดี เลี้ยงรอบหน้ากลับไม่ได้ผลผลิตดีเช่นเดิม ทั้งๆที่นำวิธีการเลี้ยงและการจัดการเช่นเดิมมาใช้ บางฟาร์มเลี้ยงกุ้งแล้วได้ผลผลิตดี บางฟาร์มนำไปใช้กลับไม่ได้ผล ทั้งนี้อาจเพราะคุณภาพของลูกกุ้งในแต่ละรอบการเลี้ยงแตกต่างกัน รวมถึงช่วงเวลาของการเลี้ยง โดยเฉพาะช่วงต้นปี แทบทุกพื้นที่เจอปัญหาโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว หลังจากนั้นเมื่อเจออากาศที่ร้อนจัด ความเค็มของน้ำสูงปัญหาโรคอีเอ็มเอสจึงเข้ามาทำความเสียหายอีกในช่วง 4 เดือนแรกของปี ส่วนผลการเลี้ยงช่วงครึ่งปีหลัง ตั้งแต่เดือน มิถุนายน-ตุลาคม ดีขึ้นมากในหลายพื้นที่ เนื่องจากสภาพดิน ฟ้า อากาศที่ดีขึ้น หลังจากเริ่มเข้าฤดูฝน ความเค็มของน้ำลดลง และลูกกุ้งส่วนใหญ่แทบทุกพื้นที่มีคุณภาพดีขึ้น มีการเจริญเติบโตที่ดี และอัตรารอดตายสูง แต่ปรากฏว่าในช่วงสองเดือนสุดท้ายหลายพื้นที่ เจอปัญหากุ้งตายจากไวรัสตัวแดงดวงขาว และต่อเนื่องจนถึงต้นปี ทำให้สถานการณ์พลิกกลับไปสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง

ทำอย่างไร จึงจะฝ่าวิกฤตอีเอ็มเอสได้ โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

จากปัญหาต่างๆที่รุมเร้า แม้ว่าจะมีการนำเสนอแนวทางการเลี้ยงในรูปแบบต่างๆหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบมีความเหมาะสมกับลักษณะภูมิประเทศแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าในขณะนี้ การเลี้ยงกุ้งในประเทศไทยมีข้อจำกัดที่คุณภาพของลูกกุ้ง และความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพลูกกุ้ง ที่บางครั้งโตดี มีภูมิต้านทาน บางครั้งโตดี แต่ไม่มีภูมิต้านทาน ตายง่าย หรือโตช้าแต่ทนทาน รวมทั้งโตช้าแต่ยังเป็นอีเอ็มเอสอีกด้วย

สาเหตุของการเกิดโรคอีเอ็มเอส

1. ในช่วงแรกเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahemolyticus ซึ่งอาจมีพันธุกรรมพิเศษที่สามารถสร้างสารพิษ มาจากไวรัสของแบคทีเรีย จะเจริญเติบโตอยู่ภายในกระเพาะอาหารของกุ้ง และสร้างสารพิษออกมา สารพิษดังกล่าวจะเข้าสู่ตับและตับอ่อนผ่านทางลำไส้ ทำให้ตับและตับอ่อนเกิดความเสียหาย ไม่ทำงาน ไม่สร้างน้ำย่อย ไม่ดูดซึมอาหาร และไม่สร้างเซลล์ใหม่ๆ กุ้งในบ่ออาจจะแสดงการตายตั้งแต่ในระยะนี้ถ้าได้รับสารพิษจำนวนมาก หรือตับและตับอ่อน จะอ่อนแอและไวต่อการเกิดโรคติดเชื้อแทรกซ้อน

2. ระยะติดเชื้อแทรกซ้อน โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อตระกูลวิบริโอ กุ้งจะมีอัตราการตายที่สูงในช่วงนี้และลักษณะตับและตับอ่อนจะเปลี่ยนไป มีลักษณะ บวม เหลว เป็นน้ำ หรือมีลักษณะเป็นหย่อมสีดำในเนื้อเยื่อตับและตับอ่อน การหยุดอาหาร ปรับปรุงคุณภาพน้ำ หรือการควบคุมแบคทีเรียแทรกซ้อนจะทำให้อัตราการตายของกุ้งลดลง หรือกุ้งหยุดตายได้ในระยะนี้

3. ระยะการกลับมาตายซ้ำ เนื่องจากการแก้ไขปัญหาการตายในระยะที่สอง ไม่ได้กำจัดเชื้อสาเหตุ Vibrio parahemolyticus ที่เจริญอยู่ภายในกระเพาะอาหารและสร้างสารพิษอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเมื่อกุ้งเริ่มกลับมากินอาหารใหม่ ก็จะเริ่มมีอัตราการตายที่สูงซ้ำขึ้นมาใหม่จากการเพิ่มขึ้นของเชื้อในทางเดินอาหาร

แนวทางการป้องกันโรคอีเอ็มเอส

อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคอีเอ็มเอสไม่มียารักษาใดๆ สามารถรักษาโรคนี้ได้ ทำได้เพียงป้องกันให้ดีที่สุดเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้ มาดูแนวทางการป้องกันโรคอีเอ็มเอสกันค่ะว่าเราจะลดความเสี่ยงของโรคนี้ได้อย่างไร?

1. เตรียมบ่อให้ดีก่อนลงเลี้ยงกุ้ง เติมคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อในบ่อทิ้งไว้ประมาณ 20 วันขึ้นไป จึงค่อยปล่อยน้ำออกจากบ่อเลี้ยง จากนั้นทำการล้างบ่อ กำจัดสารอินทรีย์ก้นบ่อ และตากบ่อให้แห้งทิ้งไว้ประมาณ 1-1.5 เดือน แล้วจึงเอาน้ำเข้าสู่บ่อเลี้ยง และ Treat คลอรีนในน้ำก่อนลงเลี้ยง

2.คัดเลือกลูกกุ้งที่สุขภาพดี แข็งแรง มาจากแหล่งผลิตลูกกุ้งที่เชื่อถือได้ ลูกกุ้งที่นำมาปล่อยต้องผ่านการตรวจดูตับ และเซลล์ไขมันก่อน ตับต้องมีความสมบูรณ์ มีเม็ดไขมันมาก และตรวจไม่พบแบคทีเรียในตับ

3. ทดสอบความแข็งแรง จากการใช้น้ำความเค็มเป็นศูนย์ หรือน้ำจืด ถ้ามีกุ้งตายมากกว่า 10% ในเวลา 30 นาที ถือว่าไม่ผ่าน

4. ลงกุ้งไม่หนาแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้ควบคุมและจัดการบ่อได้ยาก เป็นเหตุให้กุ้งเกิดความเครียด อ่อนแอ และเกิดโรคได้ง่าย

5. ควรมีการจัดการอาหารที่ดี ใช้อาหารที่มีคุณภาพดี และไม่ควรให้อาหารปริมาณมากเกินไป เพราะจะทำให้อาหารที่เหลือจมสู่พื้นบ่อ พื้นบ่อจะเน่า สีน้ำล้ม กุ้งเครียดและอ่อนแอได้

6. ควบคุมคุณภาพน้ำให้ดีเสมอและควบคุมอุณหภูมิของน้ำไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งดูแลพื้นบ่อไม่ให้เกิดการเน่าเสีย

7. กรณีเกิดโรคหรือมีอาการที่น่าสงสัย ควรรีบส่งตัวอย่างกุ้งให้หน่วยงานของกรมประมงตรวจวินิจฉัย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หากเป็นโรคต้องทำการฆ่าเชื้อกุ้งและน้ำในบ่อ โดยใส่คลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อทิ้งไว้อย่างน้อย 14 วัน ก่อนปล่อยน้ำทิ้งออกสู่แหล่งน้ำภายนอก เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคไปยังพื้นที่อื่น

ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่าการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม วันนี้ไม่ง่ายอย่างในอดีต ถึงแม้ว่าจะหาวิธีการต่างๆ มารับมือกับ อีเอ็มเอส ดีแค่ไหน บางครั้งก็ยังไม่สามารถรับมือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้เลี้ยงกุ้งคงต้องทำการบ้านมาอย่างดีก่อนจะลงเลี้ยงกุ้งในแต่ละรอบ ต้องรู้จริงในเรื่องพันธุกรรมกุ้ง การแฮชเชอรี่ เนอร์สเซอรี่ และการเลี้ยงกุ้งเนื้อ ต้องปิดจุดวิกฤตให้ได้ เน้นสุขภาพอนามัยฟาร์มเพิ่มขึ้น อีกทั้งกรมประมงก็ได้ให้บริการตรวจกุ้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้นำลูกกุ้งไปตรวจโรคก่อนลงเลี้ยง และยังแจกจุลินทรีย์ ปม.1 อย่างทั่วถึง นี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยทุเลาปัญหาให้เกษตรกรเท่านั้น ยังมีอีกหลายทางเลือกที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งควรจะนำมาปรับใช้ให้เหมาะกับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของลูกกุ้ง ต้องสมบูรณ์ แข็งแรง และปลอดเชื้อ รวมทั้งการจัดการและการเตรียมบ่อที่ดีจะช่วยให้มีชัยไปเกินกว่าครึ่ง สุดท้ายนี้ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทุกท่านประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง ให้วงการกุ้งไทยกลับมาคึกคักเหมือนในอดีต ที่เราเคยเป็นผู้นำการส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลกอีกครั้ง

 

อ้างอิง

ชะลอ ลิ้มสุวรรณ. (2558). ไทยจะฝ่าวิกฤตอีเอ็มเอสได้อย่างไร. หนังสือพิมพ์ กุ้งไทย. ฉบับที่ 167. หน้า 74.

สุจินต์ ธรรมศาสตร์. (25 มิถุนายน 2558). น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ เปิดมาตรการซีพีเอฟฝ่าวิกฤต EMS. (ออนไลน์)สืบค้นจาก  http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1377145194

เอกอนันต์ ยุวเบญจพล. (26 มิถุนายน 2558). เข้าใจ รู้ทัน ป้องกัน อีเอ็มเอส. สืบค้นจาก (ออนไลน์)  http://www.shrimpcenter.com/ems%20shrimp%20ekanant.pdf

วิศณุ บุญญาวิวัฒน์. (6 กรกฎาคม 2558). สาเหตุและทฤษฎีการเกิดโรคอีเอ็มเอส. สืบค้นจาก (ออนไลน์)  https://www.facebook.com/permalink.php?id=111236108920978&story_fbid=680497188661531