อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ชื่อไทย ปลากะพงแดง

ชื่อสามัญ RED SNAPPER, MANGOVE JACK

ชื่อวิทยาศาสตร์ Lutjanus argentimaculatus

ชีวประวัติ
       
ปลากะพงแดง จัดว่าเป็นปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ให้ความสนใจจากเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ปลาชนิดนี้มีรสชาติ อร่อย เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ปลากะพงแดงมีรูปร่างและลำตัวคล้ายปลากะพงทั่วไปในวงศ์เดียวกัน หากว่าฟันซึ่งอยู่บนขากรรไกรตอนหน้าเป็นฟันเขี้ยวมี 2 ซี่ ส่วนฟันตอนในและฟันบนขากรรไกรล่างเป็นฟันเล็กคม นอกจากนี้ยังมีฟันเล็กคมอยู่บนเพดานปากเรียงกันเป็นกลุ่มรูปสามเหลี่ยม เกล็ดค่อนข้างโต เกล็ดบนหัวเริ่มจากเบื้องหลังตา เกล็ดที่บริเวณแก้มมี 7-8 แถว ส่วนเกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมีจำนวน 40-47 เกล็ด ซี่เหงือกมีจำนวน 9-12 ซี่ ครีบหลังเป็นครีบเดี่ยว ครีบตอนหน้าเป็นก้านครีบแข็งมี 10-12 อัน ถัดไปเป็นก้านครีบอ่อน ครีบทวารมีก้านครีบแข็ง 3 อัน ครีบหางเว้าน้อย
       สำหรับปลาขนาดเล็กที่ยาวประมาณไม่เกิน 10 ซม. จะมีแถบลายขวาง 6-7 แถบ และแถบจะจางหายไปเมื่อปลาโตขึ้น กลายเป็นลำตัวสีคล้ำหรือน้ำตาลอมเทาบริเวณใต้ครีบตา และสันท้องเป็นสีชมพูอมม่วง บริเวณแก้มเป็นครีบอกสีขาวเหลือง ส่วนครีบอื่น ๆ มีสีน้ำตาลแดงเป็นปลาที่อยู่ตามหน้าดิน และโดยตามธรรมชาติปลากะพงแดงอาศัยอยู่ในทะเลที่มีสภาพน้ำเป็นน้ำเค็มตั้งแต่ 1.0 – 20.0 ส่วนในพัน
       โดยธรรมชาติแล้วปลากะพงแดงเป็นปลาที่มีนิสัยก้าวร้าวมาก มักจะกัดทำร้ายปลาอื่น แม้ว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม แต่นิสัยดังกล่าวจะหายไปเมื่อมันเติบโตขึ้นแล้วเอามาเลี้ยงรวมฝูงได้จนเชื่อง โดยขนาดโตเต็มที่ของปลากะพงแดงยาวถึง 1 เมตร น้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย
       ปลากะพงแดงเป็นปลาขนาดใหญ่ที่พบทั่วไปในบริเวณทะเลสาบชายฝั่งทางอ่าวไทยตอนใต้ ตั้งแต่ชุมพรถึงนราธิวาส และทางฝั่งแถบอินโดแปซิฟิก และทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ตั้งแต่ระนองถึงสตูลสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้ตามแหล่งน้ำบริเวณป่าเลน ตลอดจนถึงบริเวณปากน้ำในเขตน้ำกร่อยในประเทศไทยพบทั้ง 2 ฝั่งทะเล

การเพาะเลี้ยงปลากะพงแดง
วิธีเพาะและขยายพันธุ์

        ลูกปลากะพงแดงที่ถูกนำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตให้แก่ทรัพยากรในทะเล หรือลูกปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงในกระชังเพื่อการทำฟาร์มและขายเป็นสินค้าต่อไป ซึ่งตามมาตรฐานการซื้อขายแล้วจะมีพื้นฐานในการแบ่งคุณภาพของลูกพันธุ์ที่ทุกคนยอมรับว่ามีคุณภาพ โดยจะต้องมีลักษณะครบถ้วน 2 ข้อดังนี้
        1. ลูกพันธุ์ที่ดีนั้น จะต้องเป็นลูกพันธุ์ที่สามารถยอมรับอาหารจำพวกเนื้อปลาบดหรืออาหารสำเร็จรูปได้แล้ว ในกรณีของลูกพันธุ์ปลากะพงแดงนั้น ขนาดที่ซื้อขายกันโดยทั่วไปจะเป็นลูกปลาที่มีขนาดความยาวลำตัวถึง 30 มิลลิเมตรแล้ว ซึ่งขนาดดังกล่าวนี้ลูกปลาจะมีอายุอยู่ในระหว่าง 50-60 วัน หลังจากฟักออกเป็นตัว หรืออาจจะมากกว่านั้นเล็กน้อย
        2. ลูกพันธุ์นั้นจะต้องมีขนาดที่ผ่านระยะการกินแพลงก์ตอนสัตว์ และลูกพันธุ์ที่ดีจะต้องเป็นลูกปลาที่มีขนาดสู่ระยะที่สามารถกินสัตว์หน้าดินได้ เช่น ปลาขนาดเล็ก หรือกุ้งขนาดเล็ก ๆ ได้แล้ว
        การผสมเทียมเพื่อที่จะเพาะขยายพันธุ์และวิธีการอนุบาลลูกปลากะพงแดงนั้นเป็นเรื่องที่มีการศึกษาวิจัยกันอย่างกว้างขวางเป็นระยะเวลานานหลายปีติดต่อกันและเมื่อปี พ.ศ. 2508 นั้น ประเทศญี่ปุ่นได้ประสบความสำเร็จในการผลิตและขยายพันธุ์โรติเฟอร์ได้จำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งใช้เป็นอาหารลูกปลากะพงแดงวัยอ่อนได้อย่างดี ดังนั้นในระยะต่อมาอีกไม่นาน นักชาวญี่ปุ่นก็ได้ประสบความสำเร็จในการผลิตขยายพันธุ์ลูกปลากะพงแดงได้เป็นจำนวนมาก และอย่างต่อเนื่อง
ลูกพันธุ์ที่ผลิตได้จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือระยะต้นจะอนุบาลอยู่ในบ่อหรือถังน้ำ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นดินและเมื่อลูกปลาโตขึ้นเข้าสู่ระยะที่ 2 ก็จะถูกนำลงไปเลี้ยงต่อในกระชัง ซึ่งตั้งแบบแขวนลอยอยู่ในทะเล ซึ่งลูกพันธุ์ที่อยู่ในระยะต้นจะถูกเลี้ยง โดยให้โรติเฟอร์เป็นอาหารจนกระทั่งลูกปลาโตขึ้น ดูเหมือนโรติเฟอร์จะมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ลูกปลาจะกินให้อิ่มได้ ดังนั้นเขาจึงเปลี่ยนอาหารมาเป็นอาร์ทีเมียเสริมเข้าไปด้วย อาร์ทีเมียนี้จะถูกใช้เป็นอาหารให้แก่ลูกปลาไปจนถึงระยะที่ 2
เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 20 วัน หลังจากฟักออกจากไข่แล้ว ระยะนี้ลูกปลาจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 7 มิลลิเมตร เมื่อลูกปลาโตขึ้นจนมีขนาดลำตัวยาว 30-50 มิลลิเมตร ถึงเวลาที่จะต้องขนย้ายไปเลี้ยงต่อในกระชังได้
        ลูกพันธุ์ที่มีอายุย่างเข้าสู่วัยลูกปลาระยะนี้เอง เป็นลูกปลาที่กำลังจะเกิดภาวะการแตก size หรือแตกขนาดกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งการแตกขนาดกันนี้เองที่ทำให้เกิดการกินกันเองในหมู่ลูกปลาที่ถูกเลี้ยงอยู่ในกระชังเดียวกัน วิธีแก้ไขที่ง่ายและดีที่สุดก็คือ การลดความหนาแน่นของลูกปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงในกระชัง โดยการคัดขนาดลูกปลาที่มีขนาดโตกว่าตัวอื่นในกระชังออกไปเลี้ยงไว้ต่างหาก จนลูกปลาในแต่ละกระชังมีขนาดไกล้เคียงกันและความหนาแน่นก็ลดลงได้ด้วย
ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรจะปฎิบัติ คือ ทุกครั้งที่จะมีการย้ายลูกปลาไปไว้ในสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่แตกต่างจากที่มันเคยอยู่ จะต้องมีการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมนั้นอย่างช้า ๆ เพื่อให้ลูกปลาปรับตัว ซึ่งจะช่วยลดความเครียดของปลาได้มาก ยิ่งกรณีของปลากะพงแดงขนาดเล็กประมาณ 7 มิลลิเมตร นั้น การพยุงตัวของมันให้ว่ายน้ำอยู่ได้ไม่ดีนัก จึงต้องให้มีการไหลเวียนของน้ำอยู่ตลอดเวลา ระยะนี้อาหารของมันจะเปลี่ยนจากแพลงก์ตอนสัตว์ไปเป็นเนื้อปลาหรือเนื้อกุ้งบดสับละเอียดหรืออาจจะกินพวกอาหารผสมสำเร็จรูปในลักษณะหยาบ ๆ ได้แล้ว

ปัจจัยสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาเป็นหลักเกณฑ์ของการคัดเลือกทำเลที่เหมาะสม สำหรับการเลี้ยงปลากะพงแดง มีดังนี้
      1. อุณหภูมิ (ในรอบปี) ของน้ำในแหล่งน้ำควรอยู่ในระหว่าง 12-28 CO ถ้าจะให้เกิดความแน่ใจว่าปลาที่เลี้ยงจะโตได้ดีที่สุดในแหล่งเลี้ยงนั้นก็คืออุณหภูมิของน้ำช่วงฤดูหนาวจะต้องไม่ลดลงต่ำกว่า 13-14 CO
      2. ความลึกของน้ำในแหล่งเลี้ยง จะต้องลึก 2 เท่าของความลึกหรือความสูงของกระชังที่อยู่ในน้ำ ซึ่งมีความลึกประมาณ 5-7 เมตร
      3. ในบริเวณแหล่งเลี้ยงที่ดีจะต้องมีกระแสน้ำไหลผ่านได้ดีและสม่ำเสมอ ซึ่งมักจะขึ้นอยู่กับน้ำขึ้นน้ำลง เพื่อว่าจะได้เกิดการเปลี่ยนถ่ายน้ำตามธรรมชาติ
      4. แหล่งเลี้ยงที่ดีจะต้องตั้งอยู่ในตำแหน่งปะทะกับลมพายุหรือลมทะเลตลอดจนคลื่นทะเลรุนแรงเรียกว่าควรจะอยู่ในบริเวณค่อนข้างมิดชิด
      5. ต้องเป็นบริเวณที่อยู่ห่างจากบริเวณที่ทิ้งน้ำเสียจากชุมชนหรือจากโรงงานอุตสาหกรรม
      6. ควรเป็นบริเวณที่สามารถจะขนส่งและอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ตลอดจนการซื้อปลาไห้สะดวกและเดินทางรวดเร็ว

เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นที่ต้องใช้ในการเลี้ยง
      อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งมี 3 รูปแบบด้วยกันและเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่จะเริ่มงานได้ โดยจะต้องตัดสินใจว่า ท่านจะเลือกสร้างกระชังแบบใด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 แบบได้แก่
      1. กระชังอวนเดี่ยว
      2. กระชังแบ่งกั้นเป็นช่อง
      3. กระชังแบบล้อมเป็นเขื่อนกั้นน้ำ
      ในบรรดากระชังทั้ง 3 แบบนี้ แบบแรกจะเป็นที่นิยมมากที่สุดและในปัจจุบันมีการใช้อยู่ทั่ว
ประเทศญี่ปุ่นคิดเป็นประมาณ 90% โดยทั่วไปแล้วกระชังอวนเดี่ยว จะมีอุปกรณ์ไม่มากนัก คือ ประกอบด้วย อวนที่จะนำมาทำเป็นกระชังรูปคล้ายกล่องขนาดแตกต่างกันไปแล้วแต่ประสงค์
      ขนาดกระชังนั้น อาจจะแตกต่างกันไปแล้วแต่เขตใดจะชอบขนาดใด ส่วนใหญ่แล้วชาวประมงจะนิยมกระชังขนาด 10x10 เมตร 9x9 เมตร และ 5x5 เมตร ตามลำดับ ความลึกของกระชังที่จมลงไปใต้ผิวน้ำจะลึกประมาณ 5-6 เมตร เป็นต้น

การดูแลรักษาปลาและกระชัง
      ปกติจะชั่งน้ำหนักและวัดความยาวเป็นประจำ เมื่อครบรอบการเลี้ยงแต่ละเดือนต้องดูแลกระชังให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย เมื่อตรวจพบว่าส่วนใดชำรุดต้องรีบซ่อมแซม และป้องกันการสูญหายของปลาที่เลี้ยง และต้องมีการทำความสะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้การถ่ายเทเป็นโดยสะดวก

การตลาด
      ปัจจุบันการเลี้ยงปลากะพงแดงมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจค่อนข้างสูง และความได้เปรียบอีกประการหนึ่งของธุรกิจ การเพาะเลี้ยงก็คือ ปลาชนิดนั้นจะต้องให้ผลผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการของตลาดอย่างสม่ำเสมอตามแผนการค้าของประเทศที่กำหนดไว้ ตั้งแต่ปี 2503 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นได้พุ่งขึ้นอยู่ในระดับสูงเรื่อย ๆ เช่นกัน ตลาดสินค้าเพื่อการบริโภคทุก ๆ อย่างจึงมีความต้องการสูงขึ้น ดังนั้นการเพาะเลี้ยงปลาจึงกลายเป็นอาชีพที่สำคัญและกว้างขวางยิ่งขึ้น

โดย Administrator   

ภาพจาก http://xn--12cm2dn7a5dm.blogspot.com

เอกสารอ้างอิง

กิตติพงษ์ จารุธานินทร์. 2547 ปลากะพงแดง นิตยสารฟิชโซน ปีที่ 5 ฉบับที่ 46- 48 หน้าที่ 78 – 79.
จูอะดี พงศ์มณีรัตน์, พิชญา ชัยนาค, ทวี จินดามัยกุล และชูศักดิ์ บริสุทธิ์. 2545 ระดับโปรตีนที่ เหมาะสมในอาหารปลากะพงแดง วารสารการประมง ปีที่ 55 ฉบับที่ 1 – 6 หน้าที่ 413-421.
พูนสิน พานิชสุข และ สุพจน์ จึงแย้มปิ่น. 2519 การเลี้ยงปลากะพงแดงน้ำกร่อย วารสารการประมง ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 หน้าที่ 167-172.
ลิลา เรืองแป้น. พ.ศ. 2540. การเลี้ยงปลากะพงแดง นิตยสารสัตว์น้ำ ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 – 92 หน้าที่ 113-118.
ลิลา เรืองแป้น. 2540 การเลี้ยงปลากะพงแดง นิตยสารสัตว์น้ำ ปีที่ 8 ฉบับที่ 89 – 92 หน้าที่ 116-120.