ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ผู้เลี้ยงปลาต่างอยากให้ปลาที่เลี้ยงมีสีสันสวยงาม  ควรเข้าใจถึงพื้นฐานการสร้างเม็ดสีของปลา เลือกใช้สารประกอบในการเร่งสีได้ถูกต้อง และมีความปลอดภัยต่อปลาไม่มีอันตราย ปลาที่ได้มีคุณภาพ  สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น  และมีสีสันสวยงาม  ตลอดจนเป็นที่ต้องการของตลาด การสร้างเม็ดสีในปลาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ส่วนใหญ่เม็ดสีสำคัญที่พบในผิวและกล้ามเนื้อ ตลอดจนอวัยวะต่างๆคือ สารสีเมลานิน (Melanin) ซึ่งมีสีดำ ส่วนเม็ดสีที่เราต้องการคือ เม็ดสี แคโรทีนอยด์ (Carotenoids)

มีคุณค่าในการสร้างสีต่างๆ มีสีเหลืองจนถึงแดงจัด (พวกปลาทอง ปลาคาร์ฟ) เมื่อไปรวมตัวกับโปรตีนต่างๆ ทำให้เกิดสีหลากหลาย เช่น สีฟ้า น้ำเงิน ม่วง เขียว (ปลาหมอสี) แคโรทีนอยด์แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย สีกลุ่มนี้ในผิวปลาพบมีความแตกต่างกันออกไปมากกว่า 10 ชนิดได้แก่

   zeaxanthin
   alfa doradexanthin
   beta doradexanthin
   astaxanthin
   beta carotene
   cryptoxanthin
   diatoxanthin
   beta carotenetriol
   betacarotenetetrol
   idoxanthin
เม็ดสีแอสต้าซาทีน (Astaxathin)และแคนทาแซนทีน (Canthaxanthin)    เมื่อปลาได้รับ    สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ตัวใดตัวหนึ่งเข้าไป จะถูกเมตาบอลิซึมในตัวปลากลายเป็นสารสีสองชนิดนี้ไปสะสมในผิวหนังปลา หากมีปริมาณสูงจะทำให้ได้สีสดสวย แต่ปลาบางชนิดจะนำไปสะสมที่กล้ามเนื้อแทน เช่นปลาแซลม่อน ในธรรมชาติ ปลาได้รับสารกลุ่มแคโรทีนอยด์จากอาหารหลากหลาย สารพวกนี้จะเปลี่ยนไปตามลำดับอย่างเช่น ถ้าได้รับสาร zeaxanthin เป็นตัวแรกจะเปลี่ยนเป็น beta carotenetriol  beta doradexanthin  idoxanthin สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็น astaxanthin เป็นที่นิยม สารสีที่ได้ผลโดยตรงคือ เม็ดสีแอสต้าซาทีน และแคนทาแซนทีน จะเห็นผลของการเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็วและสีจะเด่นชัดเจนตามที่ต้องการ
   แคโรทีนอยด์  พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายชนิด  เช่น พืชที่มีสีเหลือง มะเขือเทศ สาหร่าย  เห็ด สัตว์ในกลุ่มครัสเซี่ยน  แคโรทีนอยด์ เมื่อไปรวมกับโปรตีน เป็น คาโรทีโนโปรตีน ให้สีที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ สีฟ้าจนถึงสีเขียว การจับของแคโรทีนอยด์และโปรตีนจะแตกต่างกันเมื่อถูกความร้อน พืชสีเหลืองจะให้สาร กลุ่มแคโรทีนอยด์ในปริมาณไม่สูงนัก ยีสต์บางตัวเช่นกัน สารกลุ่มนี้บางตัวให้มาก และอาจพบปัญหาสีขาวซีดเช่น พืชหลายชนิดจะมีสารลูเทอีน (lutein) ให้ปริมาณน้อยได้ ให้มากจะเกิดผลเสีย
   ในปลาทองไม่ค่อยมีปัญหาในการเร่งสี อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ถูกแดด แพลงตอนก์พืช สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เจริญงอกงาม เป็นแหล่งของแคโรทีนอยด์ ปลามีสุขภาพดี อาหารดี มีผลต่อการจัดของสี ปลาทองมีข้อดีคือ เมื่อได้รับสารชนิดใดก็ตามจะเปลี่ยนไปเป็นเม็ดสีเก็บสะสมที่ผิวหนัง ที่ไข่ อวัยวะภายใน    
   ส่วนปลาหมอสีจะเร่งให้เกิดสีนั้น นอกจากมีแคโรทีนอยด์สูงแล้ว อาหารพวกโปรตีนคุณภาพก็มีความจำเป็น นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับฟอร์มสีของปลา พันธุกรรม การคัดปลาก็สำคัญ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการให้อาหาร
   การเร่งสีปลาสวยงามให้มีสีสันสดสวยและมีประสิทธิภาพ  ขึ้นอยู่กับอาหารและวิตามินที่มีประโยชน์และปลอดภัย ซึ่งอาหารที่ให้ปลากินนั้นจะต้องประกอบด้วยส่วนผสมที่มีคุณภาพและปริมาณที่เหมาะสมดังนี้
1. วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ มีวัตถุดิบหลายชนิด ที่ทำปฏิกิริยากับ สารแคโรทีนอยด์ ทำให้ลดอัตราการเกิดสีในไข่แดง เช่น
   รำละเอียด รำข้าวร้อยละ 60 ที่ไม่ผ่านการนึ่ง จะมีผลกระทบต่อสีของไข่แดง คือ จะลดความเข้มของสี เนื่องจากข้าว มีปัจจัยบางตัวที่ทำให้เกิด การเปลี่ยนสัดส่วนของไขมัน ซึ่งทำให้มีผลต่อสีแดงของไข่แดง
   ธัญพืช เช่น ข้าวโพดสีเหลือง ช่วยให้สีของไข่แดงเข้มขึ้น
   วัตถุดิบอื่นๆ เช่นเนื้อป่น ปลาป่น ถั่วเหลือง จะไปยับยั้งการเกิดสารแคโรทีนอยด์ หรือการเติมสาร ช่วยป้องกันการหืน (antioxidant) จะทำให้สารสีออกซีคาโรทีนอยด์ (oxycarotenoids) มีความว่องไวน้อยลง
   ไขมัน ผลกระทบของไขมันมีต่อสีของไข่แดง ขึ้นอยู่กับความอิ่มตัวของกรดไขมัน เช่น ไขมันสัตว์ และไขมันจาก เมล็ดทานตะวัน จะช่วยให้สีของ ไข่แดงเข้มขึ้น
   ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) การเติมยาปฏิชีวนะ เพื่อเสริมการเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิต ของสัตว์ลงในอาหาร จะมีผลทำให้ไข่แดง มีสีเข้มขึ้น
   2. แหล่งผลิตวัตถุดิบ ปริมาณแซนโธฟิล ในข้าวโพดที่ได้ จากแหล่งผลิตต่างกัน เนื่องมาจากรูปแบบ ของสารแคโรทีนอยด์ต่างกัน หรือปัจจัยตัวอื่น เช่น โทคอฟเฟอรอล (tocopherol) หรือผลกระทบของ กรดไขมันอิสระ
   3. การเก็บวัตถุดิบ ธัญพืชส่วนใหญ่ใช้ใน อาหารสัตว์มักเก็บไว้ประมาณ 1 ปี หรืออาจมากกว่า โดยเฉพาะในประเทศ ที่ต้องสั่งซื้อวัตถุดิบ เข้ามาจากต่างประเทศ การเก็บเช่นนี้อาจทำให้เกิด การสูญเสียแคโรทีนอยด์ ในสภาวะการเก็บที่ไม่ดี จะทำให้ปริมาณ แคโรทีนอยด์ลดลง เช่น ข้าวโพดจะสูญเสีย สารสีร้อยละ 25 จะสูญเสียสารสีที่เกิดจาก แซนโธฟิลและแคโรทีน ไปร้อยละ 50
   4. สุขภาพสัตว์ เชื้อโรคที่ไปลดประสิทธิภาพ ของการดูดซึมสารอาหาร ของทางเดินอาหาร จะลดการนำพาสาร แคโรทีนอยด์ด้วย เช่น การติดเชื้อคอคไคไดโอซีส (occidiosis) จะทำให้ ผลผลิตลดลงด้วย
   คาโรทีนอยด์ เป็นสารที่ทำให้เกิดสีในเนื้อเยื่อสัตว์ แบ่งได้ 4 กลุ่มดังนี้
1.กลุ่มโปรไวตามิน เอ ไม่ทำหน้าที่เป็นสารสี ได้แก่ เบต้าและอัลฟ่า-แคโรทีน
2.กลุ่มโปรไวตามิน เอ ทำหน้าที่เป็นสารสีได้แก่ คริปโตแซนธิน (Cryptoxanthin)
3.กลุ่มไม่ใช่โปรไวตามิน เอ ไม่ทำหน้าที่เป็นสารสี ได้แก่ Lycopenecและ 
   Violaxanthin
4.กลุ่มไม่ใช่โปรไวตามิน เอ ทำหน้าที่เป็นสารสี ได้แก่ Zeaxanthin. Lutein และ    Canthaxanthin
สารสีแคโรทีนอยด์กลุ่มแซนโธฟิลล์ซึ่งทำหน้าที่ในกลุ่ม 2 และ 4 มีผลต่อการเกิดสีในสัตว์ 
   สัตว์กลุ่มครัสเตเซียนเช่น กุ้ง สามารถผลิตแอสตาแซนธินจากแคโรทีนอยด์ได้ เช่นเบต้า-แคโรทีนและซีแซนธิน เพื่อเพิ่มสีแอสตราแซนธินในตัวและเปลือกส่วนหัวของกุ้ง แคโรทีนอยด์จากธรรมชาติและสารสังเคราะห์สามารถใช้ในอาหารกุ้งได้
ประโยชน์ของสารสีแคโรทีนอยด์ที่มีต่อตัวกุ้ง
   ปรับปรุงประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของกุ้งตัวเต็มวัยและตัวอ่อน เพิ่มน้ำหนักตัว ลดอัตราการแลกเนื้อ อัตราการรอดของกุ้ง ทนสภาวะเครียดได้ดีเช่น คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ความหนาแน่นในการเลี้ยง ปรับปรุงคุณสมบัติในการให้สีในอาหารทำให้กุ้งมีสีที่ดูดีขึ้นตามตลาดต้องการ
   กุ้งตามธรรมชาติได้รับสารแคโรทีนอยด์จากสาหร่ายเพียงพอต่อความต้องการตามขบวนการเกิดสีในกุ้ง แต่การเลี้ยงกุ้งในบ่อเดี่ยวนี้ ในอาหารมีสารแคโรทีนอยด์ต่ำจะส่งผลต่อสีของกุ้งและประสิทธิภาพการผลิตอื่นๆ การเสริมสารสีแคโรทีนอยด์ปริมาณสูงในอาหารกุ้งช่วยเพิ่มระดับสีและประสิทธิภาพการผลิตกุ้งได้
   สารสี (pigment)  เป็นสารหรือวัตถุที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนสีเฉพาะบางสี ได้จากการสังเคราะห์พืชธรรมชาติ และสารเคมีสังเคราะห์ ที่นำมาใช้ในการเร่งสีในสัตว์น้ำนั้นๆ ข้อดีของสารสี สร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างสีสันความสวยงามแก่สัตว์น้ำ ส่วนโทษของสารสี สารเร่งสีบางชนิดอาจตกค้างในสัตว์น้ำ เพิ่มต้นทุนในการผลิต ความยุ่งยากในกระบวนการผลิตสัตว์น้ำ เป็นต้น


เรียบเรียงโดย  ตุลฮาบ  หวังสุข


ภาพจาก https://sites.google.com

อ้างอิง
http://www.epofclinlic.com/wizContent.asp?wizConID=76&temMenu_ID=7
http://www.stkc.go.th
http://www.pitiskinclinic.com/pskin/index.php?name=news&file=readnews&id=51
ฝ่ายวิชาการ บริษัท นิวโวเทค จำกัด. 2552.สารสีธรรมชาติ สำคัญอย่างไรต่อสัตว์    น้ำ.  AQUATIC LIFE MAGAZINE. ปีที่18 ฉบับที่237 ประจำ   เดือน พฤษภาคม 2552. หน้า 94-98