ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในการเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำหรือแม้แต่สัตว์อากาศ เราก็ต้องเลี้ยงอย่างดี เลี้ยงด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และต้องมีความเอ็นดูด้วย ไม่ใช่เลี้ยงตามเพื่อน เพื่อนเลี้ยงอะไรหรือนิยมอะไรเราก็เอาด้วยไม่ใช่อย่างงั้น...เพราะว่าสัตว์เลี้ยงของเราให้อะไรเราได้เยอะทีเดียว ทั้งความสุข ความเพลิดเพลิน ความเจริญใจ เป็นเพื่อนยามเราเหงา เป็นเครื่องประดับบ้าน หรือแม้แต่เฝ้าบ้านให้เราก็ยังได้เลย อันนี้ก็แล้วแต่ชนิดของสัตว์เลี้ยงนะครับ...

     ดังนั้นในเมื่อเราเลี้ยงเขาแล้ว เราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย และต้องเอาใจใส่เป็นอย่างดีด้วย เวลาไม่สบายหรือกินไม่อิ่มนี่เราจะรู้มั๊ย ฉะนั้นถ้าเราจะเลี้ยงอะไรก็ต้องศึกษาลักษณะนิสัยความเป็นอยู่ด้วยไม่ใช่เอาปลาน้ำเค็มมาเลี้ยงในน้ำจืดอย่างนี้ก็แย่นะซิ จริงมั๊ย ? อย่างปลากะพงขาวถ้าหากไม่สบายละก้อชัดเจนคือ แรก ๆ การกินอาหารจะลดไปจากเดิมทันที อย่างนี้ก็ต้องรีบหาวิธีแก้ไขโดยเร็ว มิฉะนั้นก็จะตายกันหมด หรือปลาทอง ปลาคาร์ฟเวลาไม่สบายก็จะไม่ค่อยว่ายน้ำ เชื่องซึม เวลากินก็จะมาว่ายน้ำขึ้นมาทำปากจุ๊บ ๆ ที่ผิวน้ำ เหล่านี้เป็นต้น
     แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าปริมาณอาหารที่เราให้ไปนั้นเพียงพอกับความต้องการของสัตว์เลี้ยงเราหรือยัง หรือมากเกินไปหรือเปล่า น้อยไปมั๊ย ? เอ...แล้วเขาจะกินวันละ 3 มื้อเหมือนเราหรือปล่าวหนอ หรือจะกินตลอดเวลา กินจุกกินจิกมั๊ย ? กลัวอ้วนมั๊ย ? ผอมไปหรือปล่าว คำถามเหล่านี้ยากที่จะหาคำตอบ เพราะแต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน จะหาสูตรสำเร็จหรือลงตัวค่อนข้างยาก ดังนั้นต้องยึดหลักแบบเป็นกลาง ๆ เพื่อมาประยุกต์ใช้เอาเอง ปริมาณอาหารเราก็ต้องปรับขึ้น ปรับลงตามความเหมาะสม โดยมีปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณอาหารที่เราจะให้ปลากินอิ่มเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย และเพียงพอกับความเจริญเติบโตนั้น ได้แก่
1.   อายุของปลา
2.   ชนิดของปลา
3.   ขนาดน้ำหนักหรือความยาวของปลา
4.   สุขภาพของปลาในวันนั้น ๆ
5.   ความคาดหวังด้านอัตราการเจริญเติบโตของปลา
6.   จำนวนมื้อที่เราจะให้อาหาร
7.   ขนาดของบ่อหรือตู้ หรือปริมาณน้ำที่เลี้ยง
8.   อุณหภูมิของน้ำที่เลี้ยง
9.   คุณภาพหรือชนิดอาหารปลาที่เราใช้
10.   ประสิทธิภาพของระบบกรองน้ำที่ใช้
11.   คุณภาพน้ำ

ปัจจัยต่าง ๆ ดังที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นตัวกำหนดว่าเราควรจะให้อาหารปลาในปริมาณเท่าไร จึงจะพอและแต่ปัจจัยก็มีผลกระทบซึ่งกันและกันอยู่ ดังนั้นเราก็ควรทำความเข้าใจในหลักพื้นฐานให้ดีซะก่อน แล้วทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น งั้นมาทำความเข้าใจในแต่ละข้อก็แล้วกันนะครับ...
   1. อายุของปลา การที่เราจะให้อาหารนั้น เราก็ต้องดูอายุของปลาด้วยว่าเราจะให้วันละกี่มื้อ มื้อละเท่าไหร่ ระยะห่างแต่ละมื้อเท่าไหร่ 2 ชม. หรือ 4 ชม. ดังนั้นเมื่อเราสรุปแล้วจะได้ดังนี้ ลูกปลาจะให้อาหารทุก 2 ชม. โดยมักจะให้ 10-20% ของน้ำหนักตัว พอปลาโตขึ้นมาอีกก็ลดลงเหลือ 4 มื้อต่อวัน โดยให้ 8-10% ของน้ำหนักตัว เมื่อโตขึ้นมาอีกก็จะลดเหลือ 3 มื้อ โดยให้อาหาร 6-8% ของน้ำหนักตัว และต่อมาก็จะเหลือ 2 มื้อ โดยให้อาหาร 4-6% ของน้ำหนักตัว จนกระทั้งปลาโตตามลำดับ แต่ในขณะเดียวกันเราจะปรับอาหารตอนไหนนั้นเราก็ต้องสังเกตอยู่เรื่อย ๆ ว่าปลาของเรานั้นอิ่มหรือปล่าว สมควรเพิ่มหรือลดมื้อหรือปล่าว เรื่องแบบนี้ก็ต้องอาศัย ประสบการณ์เข้ามาช่วยด้วยน่ะ...
   2. ชนิดของปลา ปลาแต่ละชนิดกินอาหารไม่เท่ากันหรอก ปลากินเนื้อเช่นปลาบู่จะกินมื้อเดียว จากนั้นก็จะนอนทั้งวัน ปลากินพืชกินตะกอนจะกินได้ทั้งวัน ซึ่งเรียกว่า Grazing เช่นปลานวลจันทร์ทะเล ปลากดหิน ปลาหมู ปลากระดี่ เป็นต้น ปลาบางชนิดก็ค่อนข้างตะกละอิ่มแล้วยังกินอีก เช่นปลาทอง ดังนั้นก็ควรพิจารณาเป็นชนิด ๆ ไป
   3. ขนาดน้ำหนักตัวหรือความยาวของปลา ปลาตัวโตและยาวย่อมกินอาหารมากกว่าปลาตัวเล็ก เพราะว่ากระเพาะย่อมมีขนาดโตกว่า ดังนั้นการที่เราจะให้อาหารปลา ให้ปลากินอิ่มนั้นเราก็ต้องคอยสังเกตท้องปลาด้วยว่าบวมเป่งหรือยัง แต่ถ้าจะเทียบปลาตัวโตจริง ๆ ละก้อโดยทั่วไปแล้วปลาที่มีลักษณะแข็งแรงนั้น คือต้องให้ 5% ของน้ำหนักตัวปลานั่นแหล่ะเป็นมาตรฐาน
   4. สุขภาพของปลาในวันนั้น ๆ การให้อาหารปลาในแต่ละวันนั้น ถ้าเราต้องคอยสังเกตดูทุกวัน เพราะปลาที่มีสุขภาพแข็งแรงย่อมกินอาหารได้ดี ส่วนปลาที่ป่วยไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรนั้น ขั้นตอนแรกเลยก็คือปลาจะไม่ค่อยกินอาหาร เช่นปลาตะกรับจุดหรือปลากะพงขาว เวลาป่วยนั้นสังเกตง่าย ๆ เลยก็คือ ไม่กินอาหารนี่แหล่ะ ส่วนจะป่วยด้วยสาเหตุอะไรนั้นเราก็ต้องหากันต่อไป
   5. ความคาดหวังด้านอัตราการเจริญเติบโต ถ้าเราอยากให้ปลาเราโตเร็ว ๆ เราก็ต้องให้อาหารมาก ถ้าเราอยากให้ปลาโตช้า เราก็ให้อาหารน้อย ๆ ปลากินมากก็โตเร็ว กินน้อยก็โตช้าเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงด้วย และเราก็ต้องระวังเรื่องน้ำเสียด้วยน่ะ
   6. จำนวนมื้อที่เราจะให้อาหาร ปลาส่วนใหญ่เมื่อเราเพิ่มจำนวนมื้อแล้ว ปลาจะกินอาหารมากขึ้นด้วย เท่ากับได้รับสารอาหารในปริมาณที่มากขึ้น ยกเว้นปลากินเนื้อบางชนิด ดังนั้นถ้าเราให้อาหารมื้อเดียวแต่ให้เยอะ ๆ ปลากินแล้วจะมีอาการจุกและบ้วนกลับออกมา แต่ถ้าเราให้พอกินอิ่มแต่แบ่งเป็น 2 มื้อ ก็จะดีกว่าเยอะเลย
   7. ขนาดของบ่อหรือตู้หรือปริมาตรน้ำที่เลี้ยง บ่อขนาดใหญ่กว่า มีปริมาตรน้ำที่มากกว่า ปลาจะโตได้ดีกว่า เพราะจะกินอาหารได้ดีกว่า เนื่องจากว่าปริมาตรน้ำที่มีมากกว่าจะมีขีดความสามารถในการเจือจางและย่อยสลายของเสียที่ปลาปล่อยออกมาได้มากกว่า คุณภาพน้ำจึงดีกว่าบ่อขนาดเล็ก
   8. อุณหภูมิของน้ำที่เลี้ยง ปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นจะขยันกินอาหารในน้ำที่มีอุณหภูมิประมาณ 25-28 OC แต่ในฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น อุณหภูมิน้ำจะลดลง ปลาก็จะยิ่งกินอาหารลดลงด้วย หรือถ้าอากาศเย็นมาก ๆ บางครั้งเราก็ควรหยุดให้อาหารเลยก็ได้
   9. คุณภาพหรือชนิดอาหารที่เราใช้ อาหารที่จำหน่ายตามท้องตลาดนั้นมีให้เลือกมากมาย ดังนั้นเวลาเลือกเราก็ควรเลือกอาหารให้เหมาะสมกับปลาที่เราเลี้ยง เนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่ได้คำนวณปริมาณสารอาหารไว้อย่างเหมาะสมแล้ว ส่วนด้านคุณภาพของอาหารนั้นมีทั้งคุณภาพสูง คุณภาพปานกลาง และคุณภาพต่ำ อาหารคุณภาพต่ำมักจะมีกากมาก ถ้าเราให้ปริมาณอาหารที่เท่ากันกับอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลาของเราจะโตช้า และสมบูรณ์น้อยกว่า ดังนั้นเราก็ควรเลือกให้ดี ถ้าเรายังรักปลาของเราอยู่
   10. ประสิทธิภาพของระบบกรองน้ำที่ใช้ ระบบกรองนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอื่น ๆ เลย เพราะจะเป็นระบบที่สร้างความมั่นใจให้กับเราได้ว่า น้ำที่ปลาของเรากำลังว่ายอยู่นั้นมีความสะอาด ไม่มีแอมโมเนีย ไนไตร์ท ไนเตรท ในระดับที่อันตรายต่อปลาของเรา ถ้าเรามีระบบกรองที่มีประสิทธิภาพ
   11. คุณภาพน้ำ คุณสมบัติของน้ำที่จะนำมาใช้ในการเลี้ยงปลา ก็มีความสำคัญมาก เพราะน้ำเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตของปลา คุณสมบัติของน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงปลามีดังนี้
   - อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 25-30 OC
   - ปริมาณออกซิเจน ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลาประมาณ 4 ppm ขึ้นไป
   - PH  อยู่ระหว่าง 6.5-8.5
   - แอมโมเนีย   ต้องไม่เกิน 2 ppm ถ้าเกินจะส่งผลให้กุ้ง ปลาเบื่ออาหารและเคลื่อนไหวช้า และ
ถ้าเกิน 5 ppm จะทำให้ปลาบางชนิดตายได้
   - Alkalinity   ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 100-200 ppm
   

     สิ่งที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้เลยว่าทุกปัจจัยมีความเกี่ยวพันกันไปหมด การดูแลเอาใจใส่ในทุกปัจจัยก็เป็นเรื่องสำคัญ การคอยสังเกตดูพฤติกรรมการเข้ากินอาหารของปลาเพื่อจะได้ศึกษาถึงปลาที่เราเลี้ยงว่าเป็นอย่างไร อิ่มหรือยัง ป่วยหรือปล่าวก็สำคัญ ปลาบางชนิดถ้าไม่ค่อยสังเกตหรือเผลอตัวไปแค่วันเดียวก็อาจจะลามไปทั้งบ่อได้ เช่นปลาตะกรับหรือปลากะพงขาว ฉะนั้นเราสังเกตง่าย ๆ เลยก็คือ ถ้าไม่ค่อยกินอาหารลำตัวมีสีดำคล้ำ หรือว่ายน้ำไปรวมตัวกันที่หัวออกซิเจนละก้อ นั่นแหล่ะลางร้ายเริ่มมาเยือนแล้วหล่ะ ควรรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน ก็หวังว่าทั้งหมดที่กล่าวมานี้คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยน่ะ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คืออย่าลืมดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยน่ะครับ...ห่วง...

เรียบเรียงโดย บุญยา  คงคาลิหมีน

ภาพจาก https://pet.kapook.com/view6162.html

เอกสารอ้างอิง
ประเสริฐ  สมิทธิวงศ์.  เกาะตู้...ดูปลาชมนกชมไม้ Pet MAG นิตยสารสัตว์น้ำปีที่ 12.  ฉบับที่ 137  เดือน
พฤศจิกายน  2553.  หน้า 21-25.
สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง.  กรมประมง.  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 
การเลือกสถานที่และขุดบ่อเลี้ยงปลา.  หน้า 3-6.