ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

อนุกรมวิธาน
ปลาตะโกกจำแนกลำดับชั้นทางอนุกรมวิธานได้ดังนี้
          Family Cyprinidae
          Subfamily Cyprininae
          Genus Cyclocheilichthys
          Species enoplos

ถิ่นที่อยู่อาศัย
     การแพร่กระจายสามารถพบปลาตะโกกได้ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา สุมาตรา ชวา และบอร์เนียว
     สำหรับในประเทศไทยจะพบปลาตะโกกในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำน่าน แม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำมูล นอกจากนี้ในอ่างเก็บน้ำที่มีการติดต่อกับแม่น้ำดังกล่าวก็ยังพบปลาชนิดนี้อยู่ เช่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ และอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์

ลักษณะทั่วไป
     ปลาตะโกกมีลำตัวแบบข้าง รูปร่างเพรียว ลำตัวมีสีน้ำเงินอมฟ้า ด้านใต้ลำตัวมีสีเงินอมขาว ครีบหลังและครีบท้องมีจุดประสีดำบางๆหรือหนาทึบ ขึ้นอยู่กับความขุ่นของน้ำ ส่วนครีบอื่นๆมีสีเทาจาง ส่วนหลังจะโค้งเล็กน้อยจากบริเวณหลังตา ส่วนใต้ลำตัวจะโค้งน้อยกว่า มีเยื่อปิดตา (gelatinous eyelid) เจริญดี ปากอยู่ตรงปลาย ( terminal ) หรือค่อนข้างต่ำ ( subinferior ) มีหนวด 2 คู่เจริญดี คู่แรกอยู่ที่ขากรรไกรบนมีความยาวเป็นครึ่งหนึ่งหรือยาวกว่าความกว้างตา ส่วนหนวดคู่ที่ 2 อยู่ที่บริเวณจมูกจะยาวกว่าคู่แรก จุดเริ่มต้นของครีบหลังตรงกับเกล็ดบนเส้นข้างตาที่ 10 หรือ 11 ครีบหลังโค้งแบบ concave ก้านครีบหลังอันที่ 4 แข็งแรงและเป็นซี่ฟัน 18-33 ซี่ อยู่ด้านหลังของก้านครีบ ครีบหูมีปลายครีบไม่ถึงหรืออาจยาวจรดเลยจุดเริ่มต้นของครีบท้อง ครีบท้องมีปลายครีบไม่ถึงหรืออาจยาวจรดรูก้น ครีบก้นโค้งแบบ concave ครีบก้นมีจุดเริ่มต้นตรงกับเกล็ดตรงเส้นข้างตัวเกล็ดที่ 24 หรือ 25 ครีบหางเว้าลึกเท่ากันทั้งด้านบนและด้านล่าง เส้นข้างตัวตรงและลดต่ำลงเล็กน้อยทางด้านหลัง ในประเทศไทยพบขนาดยาวที่สุด 750 มิลลิเมตร สุมาตรา 450 มิลลิเมตร และเวียดนาม 740 มิลลิเมตร

ฤดูวางไข่ของปลาตะโกก
     ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลจะอยู่ในช่วงประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ส่วนปลาตะโกกในอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์จะอยู่ในช่วงขนาดความยาวตั้งแต่ 52 ซม. และมีน้ำหนัก 2,000 กรัมขึ้นไป ในขณะที่ปลาตะโกกที่เลี้ยงในบ่อดินจะมีความสมบูรณ์เพศถึงวัยเจริญพันธุ์ที่มีขนาดความยาว 34 ซม. น้ำหนัก 435 กรัม

ลักษณะนิสัยการกินอาหาร
     อาหารปลาตะโกกส่วนใหญ่จะเป็นพวกหอยสองฝาประมาณร้อยละ 80 เศษจากพืชขนาดใหญ่ร้อยละ 10 แพลงค์ตอนสัตว์กับสาหร่ายสีเขียวและสาหร่ายสีน้ำตาล แต่ละชนิดร้อยละ 5 กระเพาะอาหารของปลาตะโกกมีขนาดเล็กตรงแทบจะกล่าวได้ว่าเป็นเพียงลำไส้ใหญ่เท่านั้น กระเพาะและลำไส้ผนังบางมาก ความยาวต่ำกว่า 1.5 เท่าของความยาวตลอด เมื่อปลามีกระเพาะและลำไส้เล็กขึ้น ทำให้เห็นส่วนท้องภายนอกแบน-แคบไม่โปร่ง จึงพอสันนิษฐานได้ว่าเป็นปลาที่กินอาหารน้อยและประสิทธิภาพในการย่อยอาหารสูงมาก อาหารของปลาตะโกกเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลแต่ส่วนมากแล้วกระเพาะลำไส้จะว่างกว่าร้อยละ 50 ในช่วงฤดูแล้งจากเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม กระเพาะลำไส้จะว่างเป็นส่วนมาก เศษอาหารจะมีทั้งพวกโปรตีนและพืช หลังจากเดือนพฤษภาคมจะพบในกระเพาะและลำไส้มีเศษหอยสองฝาขนาดเล็กและเศษของพวกไคตินซี่งเข้าใจว่าเป็นซากของกุ้งและปูเกือบจะทั้งหมดก็ว่าได้
     อาหารที่เหมาะสำหรับลูกปลาตะโกกวัยอ่อนระยะหลังจาก yolk sac ยุบหมดแล้ว ควรให้ลูกปลากินไข่แดง และโรติเฟอร์ขนาดเล็ก เมื่อลูกปลาโตพอที่สามารถกินไรแดงได้ จึงให้ไรแดงเป็นอาหารจะทำให้ลูกปลาตะโกกมีอัตราการรอดตายสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการอนุบาลลูกปลาโดยการให้อาหารชนิดอื่น การเลี้ยงปลาตะโกกในบ่อดิน สามารถเลี้ยงโดยให้อาหารผสมได้หลายสูตร เช่น รำละเอียด/ กากถั่วเหลืองป่น /ปลาป่น / เศษแผ่นยอ ในอัตราส่วน 7 /1 / 2 / 6 แล้วเสริมด้วยหอยสองฝาต้มสับละเอียด หรือเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดปลาดุกเล็กพิเศษ

การเลี้ยงปลาตะโกกเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์
     การเพาะพันธุ์ปลาตะโกกต้องอาศัยพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพศจากธรรมชาติหรือพ่อแม่พันธุ์ที่รวบรวมจากธรรมชาติและนำมาเลี้ยงให้มีความสมบูรณ์เพศในบ่อดิน ซึ่งมักประสบปัญหาในความไม่แน่นอนของการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ ความบอบช้ำของพ่อแม่พันธุ์จากการลำเลียงทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์
     ปัจจุบันได้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลาตะโกกให้มีความสมบูรณ์เพศในบ่อดิน โดยเลี้ยงปลาตะโกกที่มีอายุประมาณ 1ปี - 1ปี 6 เดือน ที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 185 กรัม ความยาวเฉลี่ย 26.15 ซม.ขึ้นไปนำมาเลี้ยงในบ่อดิ นขนาด 600 ตารางเมตร ปล่อยพันธุ์ปลาตะโกกลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 1 ตัวต่อ 10 ตารางเมตร จำนวน 60 ตัวต่อบ่อ ให้อาหารเม็ดปลาดุกเล็กโปรตีนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ในอัตราร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว ปรับปริมาณการให้อาหารทุก 1 เดือน เลี้ยงเป็นระยะเวลา 7-8 เดือน จะสามารถนำพ่อแม่พันธุ์ปลาตะโกกขึ้นมาเพาะพันธุ์ได้ โดยอัตราการเจริญเติบโตของแม่พันธุ์ปลาตะโกกจะมีค่าสูงกว่าพ่อพันธุ์ปลาตะโกก โดยแม่พันธุ์ปลาตะโกกจะมีค่าอยู่ระหว่าง 1.95-2.30 กรัมต่อวัน ช่วงที่มีความสมบรูณ์เพศจะอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนกันยายน ช่วงที่พ่อแม่พันธุ์ปลาตะโกกมีความสมบูรณ์พร้อมที่สุดจะอยู่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
     ปลาตะโกกที่เลี้ยงในบ่อจะสมบูรณ์เพศเมื่ออายุได้ 3 ปีและควรจะมีขนาดความยาวตั้งแต่ 38 ซม.น้ำหนัก 650 กรัมขึ้นไป แม่ปลาที่มีขนาดเล็กเมื่อนำมาฉีดฮอร์โมนเร่งให้วางไข่ จะมีอัตราการผสมติดและอัตราฟักของไข่ต่ำ และแม่ปลาที่มีขนาดใหญ่จะมีความยุ่งยากในการจับและบอบช้ำจากการลำเลียงง่ายทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ ในการเพาะพันธุ์ปลาแต่ละครั้งควรเตรียมพ่อพันธุ์ให้มีมากกว่าแม่พันธุ์ และควรคัดเลือกพ่อปลาที่มีขนาดใหญ่ไม่ควรมีน้ำหนักต่ำกว่า 750 กรัม ควรจับปลาด้วยความนุ่มนวลระมัดระวังเนื่องจากปลาตะโกกเป็นปลาที่บอบง่าย ลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ปลาที่สมบูรณ์เพศพร้อมที่จะนำมาเพาะพันธุ์ควรมีลักษณะดังนี้
     ปลาเพศผู้ จะมีลำตัวเรียวยาว หัวเล็ก โดยทั่วไปจะมีขนาดเล็กกว่าปลาเพศเมีย ส่วนท้องจะแบนเรียบ ช่องเพศจะเรียวเล็ก เมื่อบีบช่องเพศเบาๆจะมีน้ำเชื้อสีขาวไหลออกมาจากช่องเพศเมื่อปลามีขนาดถึงวัยผสมพันธุ์ ปลาตัวผู้ที่มีน้ำเชื้อดีจะต้องมีลักษณะเป็นสีขาวปลาจะมีน้ำหนักตัวตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ปลาตัวผู้ที่มีขนาดเล็กจะทำให้อัตราการผสมติดต่ำเพราะน้ำเชื้อที่รีดออกมามีลักษณะใสไม่ขาวข้นปริมาณอสุจิน้อยและไม่แข็งแรง
     ปลาเพศเมีย จะมีลำตัวอ้วนป้อม ส่วนหัวสั้น มีขนาดใหญ่กว่าปลาเพศผู้ ส่วนท้องอูมและอ่อนนิ่ม ช่องเพศมีสีชมพูปนแดง ในธรรมชาติที่สำรวจพบอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียมีอัตราส่วน 1:1.1 ขนาดที่มีไข่แก่และสามารถนำมาฉีดฮอร์โมนเพื่อเร่งให้วางไข่ได้ มีความยาวตั้งแต่ 35 ซม. และมีน้ำหนักตั้งแต่ 450 กรัมขึ้นไป แต่ขนาดที่เหมาะสมที่จะนำมาเพาะพันธุ์ควรมีความยาวตั้งแต่ 38 ซม.และน้ำหนักตั้งแต่ 650 กรัมขึ้นไป

การเพาะพันธุ์ปลาตะโกก
     การเพาะพันธุ์ปลาตะโกกโดยวิธีการต่างๆ เช่น การเพาะโดยวิธีธรรมชาติ, การเพาะโดยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติและการเพาะโดยวิธีการช่วยธรรมชาติยังไม่มีผู้รายงาน แต่ได้รับความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาตะโกกโดยวิธีฉีดฮอร์โมนเร่งให้แม่ปลาวางไข่และนำมารีดไข่ผสมเทียม โดยใช้ทั้งฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองร่วมกับฮอร์โมนสกัด HCG( Human chorionic gonadotropin ) ซึ่งสกัดมาจากรกของทารกหรือจากปัสสาวะของหญิงมีครรภ์ และสามารถใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa ร่วมกับยาเสริมฤทธ์ Domperidone ในปริมาณที่เหมาะสมฉีดเร่งให้แม่ปลาวางไข่ได้โดยอัตราการใช้ฮอร์โมนในแต่ละชนิดมีดังนี้
     1. ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง
อัตราการใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่เหมาะสม ฉีดให้กับแม่ปลาในอัตรา 2 โดส แม่ปลาจะวางไข่ในระยะเวลา 6-8 ชม. และใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองฉีดให้กับแม่ปลาจำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในอัตรา 0.7 โดส + HCG 50 IU หลังจากนั้น 6 ชม.ฉีดฮอร์โมนครั้งที่ 2 ในอัตรา 1.5 โดส แม่ปลาจะวางไข่ในระยะเวลา 5 ชั่วโมง 15 นาที ส่วนพ่อปลาฉีดฮอร์โมนในอัตรา 0.5 โดส พร้อมกับฉีดให้แม่ปลาครั้งที่ 2
     2. ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa
การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa กับยาเสริมฤทธิ์ Domperidone ฉีดให้กับแม่ปลาในอัตรา LHRHa 15-20 ไมโครกรัม/น้ำหนักแม่ปลา 1 กก.ผสมกับ Domperidone ในอัตรา 10 มิลลิกรัม/น้ำหนักแม่ปลา 1 กก. แม่ปลาจะวางไข่ระยะเวลา 8-10 ชม. และพบว่าการใช้ฮอร์โมนฉีดเพื่อกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่นั้นจะประสบความสำเร็จไม่มากนัก ในการฉีดฮอร์โมนให้กับแม่ปลาจำนวน 2 ครั้ง เนื่องจากพ่อแม่ปลาตะโกกตื่นตกใจง่ายเครียดและบอบช้ำจากการจับ ซึ่งมีผลทำให้แม่ปลาไม่วางไข่และมีอาการจุกที่อวัยวะเพศ พ่อปลาบางตัวไม่สามารถรีดน้ำเชื้ออกมาได้ เพราะฉะนั้นในการเพาะพันธุ์แต่ละครั้งควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีขนาดใหญ่ไม่ควรมีน้ำหนักต่ำกว่า 650 กรัม จับปลาด้วยความนุ่มนวล และควรเตรียมจำนวนพ่อปลาให้มีมากกว่าแม่ปลา แม่ปลาตะโกกจะมีความพร้อมที่จะนำขึ้นมาเพาะพันธุ์ได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนกันยายน

การผสมเทียมและการฟักไข่
     การผสมเทียมใช้วิธีแห้ง ( dry nethod ) โดยรีดไข่จากแม่ปลาลงในกะละมังพลาสติกและรีดน้ำเชื้อพ่อปลาลงไปผสม คนด้วยขนไก่ให้น้ำเชื้อผสมกับไข่ประมาณ 1 นาที จึงล้างไข่ด้วยน้ำสะอาดจำนวน 3 ครั้งเสร็จแล้วนำไปพักในบ่อซีเมนต์ขนาด 0.5ด 3 ด1.5 เมตร หรือนำไปฟักในกรวยฟักไข่หรือฟักในถังไฟเบอร์กลาสที่มีระบบน้ำไหลผ่านก็ได้

การอนุบาลลูกปลา
     การอนุบาลลูกปลาตะโกกระยะหลังจากที่ไข่แดง ( yolk sac ) ยุบหมดแล้วจึงเริ่มให้ไข่แดง ต้มสุกบดละเอียดให้ลูกปลากิน และเมื่อลูกปลากินโรติเฟอร์น้ำจืดขนาดเล็กได้ จึงเริ่มให้โรติเฟอร์จนโตพอที่จะกินไรแดงได้จึงเปลี่ยนมาให้ไรแดงเป็นอาหาร จะทำให้ลูกปลามีอัตราการรอดสูง

การผลิตลูกปลาขนาดนิ้วมือ
     เมื่ออนุบาลลูกปลาขนาดเล็กได้ 5-7 วันจึงลำเลียงไปอนุบาลต่อในบ่อดินขนาด 600 ตารางเมตร ในอัตรา 200-300 ตัว/ตารางเมตร โดยให้รำละเอียดผสมปลาป่นและกากถั่วเหลืองละลายน้ำแล้วให้ลูกปลากินจำนวน 3-4 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 14-21 วัน หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดจมน้ำซึ่งเป็นอาหารผสมที่ผลิตขึ้นเองประกอบด้วย ปลายข้าวต้มสุกผสมรำละเอียด, ปลาป่น, กากถั่วเหลือง และวิตามิน อนุบาลลูกปลาในระยะเวลา 35-40 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 1 นิ้ว มีอัตราการรอดตายอยู่ระหว่าง ร้อยละ 45-60

การลำเลียงลูกปลาตะโกก
     ปลาตะโกกเป็นปลาที่บอบช้ำจากการลำเลียงง่าย มีอัตราการรอดตายต่ำเนื่องมาจากความเครียดจากการจับและรวบรวมลูกปลาอย่างไม่ระมัดระวังทำให้เกล็ดหลุดลูกปลาตายได้ง่าย การจับปลาในบ่อโดยใช้อวนลากนั้นควรมีการเตรียมการลำเลียงลูกปลาที่ดีก่อน เช่น ปลาควรมีสุขภาพที่ดีก่อนการลำเลียงขนส่ง และงดให้อาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วัน ขณะลำเลียงลูกปลาจากบ่อปลาไปยังบ่อพักลูกปลาควรเติมออกซิเจนในถังลำเลียงอยู่เสมอ ปริมาณออกซิเจนไม่ควรต่ำกว่า 5 ppm. อุณหภูมิน้ำในถังลำเลียงกับในบ่อปลาและบ่อพักลูกปลาไม่ควรต่างกันเกิน 2 องศาเซลเซียส บ่อพักลูกปลาควรมีขนาดไม่ต่ำกว่า 50 ตารางเมตร มีการให้อากาศตลอดเวลาเมื่อพักลูกปลาจนลูกปลามี สุขภาพดีแล้วก็สามารถลำเลียงลูกปลาต่อไปได้

เรียบเรียงโดย กมลศิริ   รักกมล

เอกสารอ้างอิง
เฉิดฉัน อมาตยกุล.2538.ปลาตะโกก.กองประมงน้ำจืด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 76 หน้า.
บำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช.2539.สินในน้ำ.วารสารข่าวกรมประมง ปีที่ 20 ฉบับที่ 11.ปกหลังด้านใน.
ประสิทธิ์ ศรีภัทรประสิทธิ์.2539.เทคโนโลยีการประมง:ปลาตะโกก.มติชน เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 8 ฉบับที่142. หน้า 57.