ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

เอ๋ยถึง ทอดมันปลากราย ลูกชิ้นปลากราย ปลากรายทอดกระเทียมพริกไทย แหม…น้ำลายหยดติ๋ง…ติ๋ง…เลยนะครับ สุดแสนอร่อยเหนือคำบรรยายจริงๆ ด้วยเหตุนี้เองปลาชนิดนี้จึงกลายเป็นปลาน้ำจืดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นที่นิยมของผู้บริโภคโดยทั่วไป ทำให้ราคาปลากรายในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้น ประมาณกิโลกรัมละ 70-80 บาท ส่วนเนื้อปลาบดกิโลกรัมละ 220 บาท

นอกจากนี้ปลากรายยังสามารถเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้อีกด้วย ปลากรายที่นำมาจำหน่ายอยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นปลาที่ได้จากธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงในเชิงธุรกิจยังมีไม่มากเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด

   

     แต่ตอนนี้กรมประมงของเราก็ไม่ได้นิ่งเฉยนะครับ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดจังหวัดลพบุรี ได้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าและเร่งเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้อยู่ เชื่อว่าอีกไม่นานเราก็คงมีปลาชนิดนี้เพียงพอกับความต้องการของคนเลี้ยงและผู้บริโภคอย่างแน่นอน
     เรามาทำความรู้จักกับปลากรายกันสักนิดก่อนดีกว่านะครับ เพราะบางท่านอาจจะยังไม่รู้จักปลากราย โดยเฉพาะทางภาคใต้ซึ่งปลาชนิดนี้หายากมากไม่เหมือนกับทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานที่สามารถพบเห็นได้ไม่ยาก ทางภาคใต้ผมเห็นว่าหายากจริงๆนั่นแหละครับ ถ้าจะมีก็เป็นจำพวกปลาสลาดเสียมากกว่า ผมเองมักจะเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ เพราะปลา 2 ชนิดนี้มีลักษณะคล้ายกันมาก แตกต่างกันก็ตรงที่ปลากรายจะมีจุดสีดำเรียงเป็นแถวบริเวณข้างลำตัว
     ปลากรายเป็นปลาน้ำจืดที่พบมากในประเทศไทย อินโดนีเซีย อินเดีย มาเลเซีย และพม่า ปลากรายเป็นปลาประเภทกินเนื้อ อาหารตามธรรมชาติของปลากรายได้แก่ ตัวอ่อนของแมลง กุ้ง และลูกปลาขนาดเล็ก
     ลักษณะของเจ้าปลากราย ปลากรายมีลักษณะลำตัวยาวบาง แบนข้าง ส่วนหัวมีขนาดเล็ก เว้าเป็นสันโค้งและแยกออกจากลำตัวเห็นชัดเจน เหนือครีบก้นจะมีจุดสีดำค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 5-10 จุด เรียงเป็นแถว สีของลำตัวเป็นสีขาวเงิน ส่วนหลังมีสีคล้ำกว่าส่วนท้อง ขนาดของปลากรายที่พบส่วนใหญ่ยาวประมาณ 70-75 เซนติเมตร ส่วนลูกปลาที่มีขนาดไม่เกิน 9 เซนติเมตร จะมีลายสีเทาดำ ประมาณ 10-15 แถบ พาดขวางลำตัว เมื่ออายุประมาณ 80 วัน ลายจะเลือนหายไปและกลายเป็นจุดสีดำแทน เกล็ดมีขนาดเล็กละเอียด ครีบต่างๆ ทุกครีบเป็นก้านอ่อนทั้งหมด ครีบท้องเล็กมาก ครับก้นและครีบหางเชื่อมติดกันรวมเป็นครีบเดียวกัน มีก้านครีบประมาณ 110-135 อัน ครีบหลังเล็ก มีก้านครีบ 8-9 อัน ตั้งอยู่กึ่งกลางหลังลักษณะคล้ายขนนกเสียบอยู่ ครีบอก มีก้านครีบ 15-16 อัน ครีบท้อง มีก้านครีบ 6 อัน บริเวณสันท้องมีหนามคล้ายฟันเลื่อย 2 แถว จำนวนประมาณ 37-45 คู่ ลักษณะภายนอกของปลากรายเพศผู้และเพศเมียที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ความยาวของครีบเอว โดยที่ปลาเพศผู้จะมีครีบเอวยาวกว่าเพศเมีย ฤดูวางไข่ของปลากรายอยู่ในช่วงเดือน มีนาคม – ตุลาคม ของทุกปี โดยรังไข่เพียงข้างเดียวของเพศเมีย (ที่มีอยู่สองข้าง) จะมีการพัฒนาเพื่อสร้างไข่ในฤดูหนึ่ง รังไข่ทั้งสองข้างจะสลับกันสร้างไข่จากปีหนึ่งไปยังอีกปีหนึ่ง เมื่อฤดูผสมพันธุ์ปลาจะเริ่มจับคู่กันและปลาเพศผู้จะทำการขุดดินรอบๆ วัสดุที่ทำการวางไข่ให้เป็นหลุม จากนั้นปลาเพศเมียจะวางไข่ ซึ่งจะติดกับวัสดุ เป็นต้นว่า ตอไม้ รากไม้ ท่อปูน ฯลฯ ปลาเพศผู้จะเป็นฝ่ายดุแลไข่โดยใช้หางโบกไปมาพัดเพื่อให้ออกซิเจนและป้องกันไม่ให้ตะกอนเกาะติดไข่ ไข่ปลากรายที่ได้รับการผสมจะมีสีเหลืองอ่อนใส มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.0 มิลลิเมตร และฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 6-7 วัน ที่อุณหภูมิน้ำ 26-32 องศาเซลเซียส แม่ปลามีความสามารถวางไข่ได้เฉลี่ยปีละ 6.0 ครั้ง พบแม่ปลาวางไข่สูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม จำนวนไข่เฉลี่ยครั้งละ 1,044 ฟอง

โดย จำนง  ถีราวุฒิ