ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตรปลาบู่ทราย ( Oxyeleotris marmoratus Bleeker ) ชื่อสามัญ Sand goby เป็นปลากินเนื้อที่พบทั่วไปในน้ำจืด ชอบอาศัยอยู่นิ่งๆ ตามพื้นดิน และมีรายงานว่าพบในบริเวณน้ำกร่อยเล็กน้อย คือ บริเวณทะเลน้อย ส่วนเหนือของทะเลสาบสงขลา (เจริญและคณะ, 2522) ฤดูกาลวางไข่ของปลาบู่สามารถวางไข่ได้ 3 ครั้งในรอบปี ยกเว้นช่วงฤดูหนาว โดยที่แม่ปลาปล่อยไข่ออกมาติดกับวัสดุแล้วตัวผู้ปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสม

(ภาณุและคณะ, 2532) ส่วนการเพาะพันธุ์โดยการฉีดฮอร์โมนและผสมเทียม เริ่มมีการศึกษาในปี 2515 แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ (ชัยศิริและคณะ, 2522 ; วิเชียรและยงยุทธ, 2522 ; เปี่ยมศักดิ์, 2526 ; เมฆและวิทย์, 2528) ต่อมาปี 2528 ทวีและคณะ ได้ทำการเพาะพันธุ์โดยวิธีเลี่ยนแบบธรรมชาติได้สำเร็จ ในปี 2543 สุนิตย์และเจนจิตต์ ได้ทำการทดลองฟักไข่ปลาบู่ที่ค่อยๆ ปรับความเค็มจนเป็น 0 พีพีที ทำให้ไข่มีอัตราฟักสูงสุดแต่การอนุบาลลูกปลาบู่ทรายวัยอ่อนที่ความเค็มประมาณ 10 พีพีที มีการเจริญเติบโตและอัตรารอดดีที่สุด และใช้เป็นแนวทางในการผลิตพันธุ์ลูกปลาบู่ทรายในเชิงพาณิชย์ต่อไป

ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร

ภาพที่ 1 ปลาบู่ทราย

ต่อมาหลายหน่วยงานได้ทำการผลิตลูกปลาบู่เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ และเช่นเดียวกันในทะเลสาบสงขลาพบว่าพันธุ์ปลาบู่ทรายเริ่มมีแนวโน้มลดลงและเป็นที่นิยมบริโภคกันมากขึ้น ราคาในท้องตลาดก็สูงขึ้น หน่วยงานกรมประมงรอบทะเลสาบ โดยเฉพาะศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพัทลุง สงขลาและนครศรีธรรมราช ได้เล็งเห็นถึงความเสี่ยงของสัตว์น้ำชนิดนี้ที่จะสูญพันธุ์ไป จึงได้มีการรวบรวมพันธุ์เพื่อทำการศึกษาเพาะพันธุ์ และผลิตเพื่อปล่อยเพิ่มความหลากหลายในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เช่น ปี 2548 ผลิตปล่อย 30,000 ตัว ปี 2554 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งนราธิวาส สนับสนุนมาปล่อยลงสู่ทะเลสาบเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 130,000 ตัว ต่อมาปี 2556 และ ปี 2557 สามารถผลิตและปล่อยลงสู่ทะเลสาบสงขลาปีละ 20,000 ตัว โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพัทลุง พื้นที่ปล่อยเป็นบริเวณทะเลหลวง

ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร

ภาพที่ 2 การปล่อยพันธุ์ปลาบู่ทรายลงสู่ทะเลสาบสงขลา

ทีมสำรวจจากสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สงขลา ได้สอบถามชาวประมงที่ทำการประมงรอบทะเลสาบสงขลาถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือความชุกชุมของปลาบู่ในอดีตนั้น พบว่าเมื่อก่อนมีมาก และเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ ผลผลิตบางปีมีการพบเจอบ้างและจะนำไปบริโภคเองภายในครัวเรือน ไม่มีการนำมาซื้อขายให้พบเห็นได้ที่ท่าขึ้นสัตว์น้ำ จนกระทั้งเริ่มมาพบเจอบ้างเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2555-2556) ซึ่งสามารถทำให้ผลผลิตปลาบู่ทรายเพิ่มขึ้น และสามารถจับได้และมีการนำมาขายที่ท่าขึ้นสัตว์น้ำ ดังแสดงในภาพที่ 3

ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร

ภาพที่ 3 การซื้อขายสัตว์น้ำจากท่าขึ้นสัตว์น้ำในบริเวณทะเลสาบสงขลา

นอกจากนี้ได้สำรวจการจับสัตว์น้ำในแต่ละเดือน รอบทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ปี 2546-2557 พบว่า บริเวณแหล่งที่พบเจอปลาบู่ทราย ได้แก่ ทะเลน้อย ทะเลหลวง เช่น ตลาดปากพะยูน ตำบลปากพะยูน ตำบลเกาะหมาก ส่วนบริเวณทะเลสาบตอนใน ได้แก่ ปากจ่า ปากบางภูมี รัตภูมิ อำเภอควนเนียง ซึ่งเป็นบริเวณพื้นที่น้ำจืดเกือบตลอดปี จุดที่มีการรวบรวมซื้อประมาณ 10 จุด จากทั้งหมด 50 จุด บริเวณที่มีการจับได้มากและมีการซื้อขาย คือ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ประมาณวันละ 10-20 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการจับโดยใช้ไซนอน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้สัตว์น้ำมีชีวิตอยู่ได้นาน ไม่บอบช้ำ ช่วงฤดูกาลที่จับได้มากเป็นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม ส่วนเดือนอื่นพบบ้างไม่มากนัก ตารางที่1 ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินผลผลิตจากท่าขึ้นสัตว์น้ำ ที่พบผลผลิตเด่นชัดในเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคมของทุกปี ขนาดปลาที่จับได้ตัวใหญ่ขนาด 700-800 กรัม ราคาซื้อขาย 300-400 บาทต่อกิโลกรัม ตลาดส่วนใหญ่ส่งขายไปยังร้านอาหารประเทศมาเลเซีย แบบมีชีวิต เมนูที่นิยม คือ นึ่งมะนาว และ แป๊ะซะ ส่วนตัวเล็กขนาด 200-250 กรัมต่อตัว ราคาซื้อขาย 50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นขนาดที่ไม่ต้องการของตลาด แต่จะนิยมนำมาเลี้ยงต่อในบ่อดินหรือกระชัง ในพื้นที่ทะเลสาบสงขลามีการเลี้ยงในบ่อดินเพียงเจ้าเดียว เป็นลูกพันธุ์ที่ได้จากการรวบรวมในธรรมชาติ แต่พบว่ามีการเจริญเติบโตช้า แต่ทั้งนี้ยังเป็นการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม แต่ในอนาคตต้องดูศักยภาพของตลาด และต้นทุน

ตารางที่ 1 แสดงผลการจับปลาบู่ทราย จากท่าขึ้นสัตว์น้ำที่สำรวจแต่ละเดือนรอบทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ปี 2546 - 2557 ( หน่วย : กิโลกรัม )

จากการสำรวจผลการจับปลาบู่ทราย รอบทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ปี 2546-2557 เป็นระยะเวลา 12 ปี พบว่า มีปริมาณปลาบู่ทรายเด่นอยู่ 3 ช่วงหรือระยะเวลา 4 ปีครั้ง ได้แก่ ปี 2547 ปี 2551 และ ปี 2556 อาจจะเป็นไปได้ว่าวัฏจักรหรือวงจรชีวิตที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้าของปลาชนิดนี้ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ว่า ปลาบู่ทรายที่มีการจับได้ ในปี 2551 น่าจะเป็นผลของการปล่อยเมื่อปี 2548 และปลาบู่ทรายที่มีการจับได้ ในปี 2555 และ 2556 น่าจะเป็นผลของการปล่อยเมื่อปี 2554 ที่มีการจัดการการใช้ทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลาแบบบูรณาการ โดยชุมชนมีส่วนร่วม

ปลาบู่ทรายคืนถิ่น ภายหลังกรมประมงร่วมกับชุมชนประมงฟื้นฟูทรัพยากรประมงทะเลสาบสงขลา อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร

ภาพที่ 4 ผลผลิตปลาบู่ทรายจากท่าขึ้นสัตว์น้ำรอบทะเลสาบสงขลา ปี 2546 - 2557

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ปลาบู่ทรายที่เคยชุกชุมในทะเลสาบอย่างมากและหายไปช่วงหนึ่งบัดนี้ได้กลับมาชุกชุมอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังกรมประมง โดยหน่วยงานภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ร่วมกับชุมชนประมงพื้นบ้านช่วยกันฟื้นฟูจนปลาบู่ทรายกลับมาสร้างรายได้ให้กับชาวประมงพื้นบ้านอย่างมากในขณะนี้ กรมประมงจะเดินหน้าฟื้นฟูปลาชนิดนี้ และอีกหลายชนิดต่อไปเพื่อให้ทะเลสาบสงขลากลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่งดั่งเช่นอดีตที่ผ่านมา

 

 อรัญญา อัศวอารีย์ และยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร