ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุลในปลาตะกรับหรือปลาขี้ตังก็เช่นเดียวกัน  ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าปลาเพศเมียเติบโตเร็วกว่าปลาเพศผู้ (ภาพที่ 2) เช่นเดียวกับปลาหมอไทย  โดยพบว่าเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งเพศเมียจะมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้เกือบเท่าตัว (ภาพที่ 3)  อีกทั้งผู้บริโภคยังนิยมกินปลาตะกรับมีไข่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ราคาปลาตัวเมียมีไข่สูงกว่าปลาไม่มีไข่อีกพอสมควร (ภาพที่ 4)

สถาบันฯ จึงมีแนวคิดที่จะผลิตลูกปลาเพศเดียวคือเพศเมียจำหน่ายให้แก่เกษตรกรโดยทั่วไปเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำกำไรในการเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้สูงขึ้น  เป้าหมายในเบื้องต้นตั้งไว้เพียงว่าให้ได้ปลาเพศเมียมากกว่าปลาเพศผู้มีเกษตรกรจับขาย อย่างน้อยต้องได้ปลาตัวเมีย 60-70 เปอร์เซ็นต์  แต่เป้าหมายต่อไปหรือในระยะยาวต้องได้ปลาเพศเมีย 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ทางสถาบันฯ ได้วางแผนงานวิจัยสำหรับทดลองเรื่องนี้แล้ว เมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้นจะนำมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจในโอกาสต่อไป

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล  การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล

ภาพที่ 1 การจับลูกปลาตะกรับบรรจุถุง (ซ้าย) จำหน่าย ให้แก่เกษตรกรนำไปเลี้ยงในบ่อดิน (ขวา)

ในปลาตะกรับหรือปลาขี้ตังก็เช่นเดียวกัน  ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าปลาเพศเมียเติบโตเร็วกว่าปลาเพศผู้ (ภาพที่ 2) เช่นเดียวกับปลาหมอไทย  โดยพบว่าเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งเพศเมียจะมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้เกือบเท่าตัว (ภาพที่ 3)  อีกทั้งผู้บริโภคยังนิยมกินปลาตะกรับมีไข่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ราคาปลาตัวเมียมีไข่สูงกว่าปลาไม่มีไข่อีกพอสมควร (ภาพที่ 4)   สถาบันฯ จึงมีแนวคิดที่จะผลิตลูกปลาเพศเดียวคือเพศเมียจำหน่ายให้แก่เกษตรกรโดยทั่วไปเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำกำไรในการเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้สูงขึ้น  เป้าหมายในเบื้องต้นตั้งไว้เพียงว่าให้ได้ปลาเพศเมียมากกว่าปลาเพศผู้มีเกษตรกรจับขาย อย่างน้อยต้องได้ปลาตัวเมีย 60-70 เปอร์เซ็นต์  แต่เป้าหมายต่อไปหรือในระยะยาวต้องได้ปลาเพศเมีย 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ทางสถาบันฯ ได้วางแผนงานวิจัยสำหรับทดลองเรื่องนี้แล้ว เมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้นจะนำมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจในโอกาสต่อไป

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล

ภาพที่ 2 ปลาตะกรับเพศผู้ (บน) ที่มักมีขนาดเล็กกว่าปลาเพศเมีย (ล่าง)

ในปลาตะกรับหรือปลาขี้ตังก็เช่นเดียวกัน  ผลจากการศึกษาวิจัยพบว่าปลาเพศเมียเติบโตเร็วกว่าปลาเพศผู้ (ภาพที่ 2) เช่นเดียวกับปลาหมอไทย  โดยพบว่าเมื่อเลี้ยงไปสักระยะหนึ่งเพศเมียจะมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้เกือบเท่าตัว (ภาพที่ 3)  อีกทั้งผู้บริโภคยังนิยมกินปลาตะกรับมีไข่เป็นอย่างยิ่ง ทำให้ราคาปลาตัวเมียมีไข่สูงกว่าปลาไม่มีไข่อีกพอสมควร (ภาพที่ 4)   สถาบันฯ จึงมีแนวคิดที่จะผลิตลูกปลาเพศเดียวคือเพศเมียจำหน่ายให้แก่เกษตรกรโดยทั่วไปเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะทำกำไรในการเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้สูงขึ้น  เป้าหมายในเบื้องต้นตั้งไว้เพียงว่าให้ได้ปลาเพศเมียมากกว่าปลาเพศผู้มีเกษตรกรจับขาย อย่างน้อยต้องได้ปลาตัวเมีย 60-70 เปอร์เซ็นต์  แต่เป้าหมายต่อไปหรือในระยะยาวต้องได้ปลาเพศเมีย 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ทางสถาบันฯ ได้วางแผนงานวิจัยสำหรับทดลองเรื่องนี้แล้ว เมื่อผลการทดลองเสร็จสิ้นจะนำมาเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจในโอกาสต่อไป

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล

ภาพที่ 3 เปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตของปลาตะกรับเพศผู้และเพศเมียที่เลี้ยงในโรงเพาะฟัก

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล

ภาพที่ 4  ปลาตะกรับมีไข่ที่วางขายในตลาดซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

การศึกษาเบื้องต้นในการเพิ่มปริมาณลูกปลาตะกรับเพศเมียที่ได้จากการเพาะพันธุ์ของสถาบันฯ เริ่มต้นเมื่อปี 2557 โดยการใช้ฮอร์โมนเพศเมีย (เอสตราไดออล) ที่ใช้กันทั่วไปในการควบคุมเพศของปลา ในการนี้ได้ใช้รูปแบบผสมฮอร์โมนดังกล่าวในอาหารเม็ดชนิดลอยน้ำ  โดยวิธีการเดียวกับที่ใช้ในปลาหมอไทย ครั้งแรกดำเนินการโดยใช้ความเข้มข้นของฮอร์โมน 50 มก./กก. ผสมอาหารให้กับลูกปลาอายุ 35 วัน กินเป็นเวลา 21 วัน หลังจากนั้นจึงได้ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงในบ่อดินจนได้ขนาดตลาดพบว่ามีปลาตะกรับเพศเมียมากถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เมื่อจับขาย (ภาพที่ 5)  หลังจากนั้นได้จึงได้เพิ่มระยะเวลาที่ลูกปลากินอาหารผสมฮอร์โมนเป็น 28 วัน พบว่าสัดส่วนของปลาเพศเมียเพิ่มมากขึ้นเป็น 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อเริ่มแยกความแตกต่างระหว่างเพศได้เมื่ออายุ 6 เดือน  อย่างไรก็ตามการศึกษาในเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ทำซ้ำ จึงยังไม่อาจกล่าวว่าประสบผลสำเร็จในการผลิตลูกปลาเพศเดียวได้ แต่อย่างน้อยก็เป็นนิมิตรหมายที่ดีและมีแนวโน้มถึงความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงปลาตะกรับหรือปลาขี้ตังในเชิงพาณิชย์และเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้อีกชนิดหนึ่ง

การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล  การควบคุมเพศในลูกปลาตะกรับ โดย จิระยุทธ รื่นศิริกุล

ภาพที่ 5 เกษตรกรนำลูกปลาที่ทดลองปรับเปลี่ยนเพศไปทดลองเลี้ยง (ซ้าย) และผลผลิตปลาเพศเมียซึ่งมีขนาดใหญ่ตอนจับขาย (ขวา) (ภาพจากคุณฟาริดา สันสาคร)