อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

การรวบรวมพันธุ์ปลากระบอก :ลูกพันธุ์ปลากระบอกที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นปลาที่รวบรวมจากทะเลสาบสงขลาตอนนอก บริเวณชายฝั่งทะเล ต.เกาะยอ อ.เมือง จ. สงขลา โดยใช้อวนขนาดตา 0.5 ซม. ยาว25 เมตร ล้อมจับที่ระดับความลึก 0.5-1.0 เมตร

(ภาพที่ 1) จำนวน 5 ครั้ง ได้ลูกปลาครั้งละ 100-200 ตัว มีขนาดความยาวเหยียด 2.5-5.6 ซม. น้ำหนัก 0.5-2.3 กรัม(ภาพที่ 2)

 

การจำแนกชนิด : จำแนกชนิดปลากระบอก ตามคู่มือการจำแนกชนิดของ ชวลิต และทศพร (2531) และ ไฟโรจน์ และอังสุนีย์ (2535)

วิธีการเลี้ยง: นำลูกปลาที่รวบรวมได้มาชั่งวัดที่โรงเพาะพันธุ์ปลาทะเลของ ศพช.สงขลา จากนั้นแช่ในน้ำจืดเป็นเวลา 10-15 นาที เพื่อกำจัดปรสิตบางชนิด เช่น เห็บปลาที่อาจติดมาจากทะเล ก่อนนำมาใส่ในบ่อเลี้ยงขนาดความจุ 28 ลบ.ม. จำนวน 3 บ่อ ดังนี้บ่อที่ 1: เลี้ยงลูกปลากระบอกจำนวน 229 ตัว (8 ตัว/ตร.ม.) ร่วมกับปลานวลจันทร์ทะเล (Chanoschanos) น้ำหนัก 200-400 กรัม จำนวน 37 ตัว แบบ bi-culture ในบ่อกลางแจ้งแต่มีหลังคาผ้าใบคลุมเต็มพื้นที่บ่อ น้ำในบ่อที่ 1 จะไหลไป บ่อที่ 2 ซึ่งเป็นบ่อที่ปล่อยลูกปลากระบอกจำนวน 289 ตัว (10 ตัว/ตร.ม.) ร่วมกับสาหร่ายไส้ไก่ (Ulvaintestinalis) กลางแจ้งเพื่อใช้บำบัดน้ำจากบ่อที่ 1 และน้ำจะถูกดูดกลับไปโดยปั้มขนาด 230 วัตต์ จำนวน 1 ตัว (Resun King-6, 8,500 l/h) โดยผ่านถังบำบัดขนาด 0.5-1.0 ลบ.ม. ที่มีเศษอวน อิฐ และทราย จำนวน 3 ถัง ก่อนน้ำจะไหลกลับลงบ่อที่ 1 (ภาพที่ 3) ส่วน บ่อที่ 3 เป็นบ่อที่เลี้ยงลูกปลากระบอกเพียงชนิดเดียว จำนวน 180 (6 ตัว/ตร.ม.)ในโรงเพาะฟัก (indoor) บ่อที่ 1 และ 2 เปลี่ยนถ่ายน้ำสองเดือน/ครั้งๆ ละ 80% ขณะที่บ่อที่ 3 เปลี่ยนถ่ายน้ำเดือนละครั้งๆ ละ 50%  ทั้งสามบ่อให้อาหารสำเร็จรูปเม็ดลอยน้ำสำหรับปลาทะเล (เบอร์ 7-8) ที่มีโปรตีนประมาณ 36% จนอิ่มวันละ 2-3 ครั้ง(บ่อที่ 2 ให้อาหารปริมาณกึ่งหนึ่งของบ่อที่ 1) ระยะเวลาการเลี้ยงบ่อที่ 1 และ 2 เป็นเวลา 7 เดือน และบ่อที่ 3 เป็นเวลา 5 เดือน

ผลการศึกษาและวิจารณ์ผล

การจำแนกชนิด : เมื่อจำแนกชนิดปลากระบอก พบว่าปลากระบอกที่รวบรวมได้เป็นชนิด ปลากระบอกดำ (ชวลิต และทศพร, 2531) หรือปลากระบอกหัวเสี้ยม (ไฟโรจน์ และอังสุนีย์, 2535), Liza parsia (Hamilton-Buchannan, 1822) มีชื่อสามัญว่า Gold spot mullet ซึ่งเป็นปลากระบอกชนิดที่มีความชุกชุมมากที่สุดในปลาสกุล Lizaพบได้ทั่วไปทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ขนาดที่พบโดยทั่วไปมีความยาวมาตรฐาน 15-30 ซม. ชนิดนี้มีลักษณะสำคัญดังนี้

  • ริมฝีปากบนบาง ขอบเรียบ
  • ส่วนท้ายของกระดูกขากรรไกรบนยาวเลยมุมปาก ใต้คางไม่มีหย่อมเกล็ด
  • ปลายลิ้นด้านล่างแยกจากพื้นปาก ขอบด้านท้ายของเกล็ดเป็นหยักละเอียด
  • เกล็ดบนหัวคลุมถึงรูจมูกช่องหน้า ครีบอกสีจาง ครีบหางเป็นแฉก
  • หัวมีความลึกในแนวตั้ง 10-14.6 %SL ครีบหลังอันที่สองตั้งอยู่ตรงกับบริเวณครึ่งหน้าของฐานครีบก้น
  • ปลายหัวเรียว ส่วนท้ายของเยื่อไขมันคลุมตามีความยาว 7-25 %HL มุมที่ปลายริมฝีปากบนอยู่สูงกว่าแนวกึ่งกลางลูกตา

ผลการเลี้ยง :อัตรารอดและการเจริญเติบโต: หลังจากปล่อยลูกปลากระบอกลงบ่อพบว่าปลาส่วนใหญ่ตายหลังจากปล่อย 2-3 วัน เนื่องจากความบอบช้ำจากการจับ หลังจากนั้นพบปลาตายน้อยมาก ทำให้อัตรารอดสุดท้ายของการเลี้ยงทั้งสามบ่อมากกว่า 90% อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตของปลายังค่อนข้างต่ำ ผลจากการเลี้ยงระยะเวลาสูงสุด 5-7 เดือน ปลามีน้ำหนักสุดท้ายเพียง 22.1-26.3 กรัม ความยาว 12.0-13.8 ซม. (ภาพที่ 4) มีอัตราการเจริญเติบโต 0.10-0.12 กรัม/วันอีกทั้งยังไม่พบปลามีความสมบูรณ์เพศทั้งเพศผู้และเพศเมีย (ยังไม่สามารถแยกเพศได้โดยลักษณะภายนอก) คาดว่าปลากระบอกชนิดนี้อาจใช้เวลาเลี้ยงอย่างน้อย 1 ปี จึงจะพบปลาสมบูรณ์เพศโดยเฉพาะปลาเพศผู้ที่น่าจะสมบูรณ์เพศเร็วกว่าปลาเพศเมียเนื่องจากสังเกตว่าปลากระบอกเพศผู้ที่จับโดยชาวประมงพื้นบ้านมักมีขนาดเล็กกว่าปลาเพศเมีย ซึ่งจะต้องศึกษาเก็บข้อมูลต่อไป อังสุนีย์ (2537) พบว่าปลากระบอกเพศเมียขนาดเล็กสุดที่มีความสมบูรณ์เพศมีความยาว 17.0 ซม. และเพศผู้มีขนาดเล็กกว่าคือมีความยาว 11.6 ซม.ในขณะที่การศึกษาของ พิษณุ และคณะ (2541) พบว่าปลากระบอกดำ (L. subviridis) ที่เลี้ยงในบ่อดินเป็นระยะเวลา 7 เดือน (เริ่มเลี้ยงปลาขนาด 0.16 กรัม ความหนาแน่น 7 ตัว/ตารางเมตร) มีความสมบูรณ์เพศทั้งเพศผู้และเพศเมีย ดังนั้นการเลี้ยงในบ่อดินปลาน่าจะเจริญเติบโตเร็วกว่าปลาที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ในขณะที่การเลี้ยงในกระชัง (วิชัย และคณะ, 2537) พบว่ามีการเติบโตสูงกว่าคือ 0.19-0.23 กรัม/วัน

อัตรารอดและการเจริญเติบโตของปลากระบอกที่เลี้ยงทั้งสามบ่อเมื่อเลี้ยงครบระยะเวลาที่กำหนด แสดงดังตารางที่ 1

การปรับตัวเมื่อนำมาเลี้ยงในที่กักขัง : ลูกปลากระบอกปรับตัวได้เป็นอย่างดีเมื่อนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ปลาจะรวมกลุ่มกันว่ายน้ำและกินอาหาร (ภาพที่ 4) ลูกปลาสามารถปรับตัวกินอาหารเม็ดได้เร็วคือ  3-5 วันหลังปล่อยลงบ่อ ปลาชอบกินอาหารเม็ดขนาดใหญ่มากกว่าขนาดเล็ก และชอบอาหารที่มีลักษณะนิ่มมากกว่าอาหารแข็งและแห้ง โดยปลาจะเข้าไปดูดกินอาหารเม็ดครั้งละหลายตัวจนอาหารหมด สังเกตว่าปลาสามารถปรับสีลำตัวให้เข้ากับสีของพื้นบ่อได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในบ่อที่เลี้ยงกับปลานวลจันทร์ซึ่งแม้ว่าปลานวลจันทร์จะมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ปลาทั้งสองชนิดก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี

โรคและปรสิต: จากการเลี้ยงในครั้งนี้พบว่าปลากระบอกเป็นปลาที่มีความทนทานต่อโรคและปรสิตเป็นอย่างดี กล่าวคือไม่พบการเกิดโรคและปรสิตในบ่อเลี้ยงทั้งสามบ่อ มีเพียงรอยแผลและเกล็ดหลุดเล็กน้อยในปลาบางตัวในบ่อที่ 1 ซึ่งอาจจะเกิดจากความบอบช้ำเวลาปลาว่ายน้ำเข้ามากินอาหารตอนหว่านอาหารครั้งแรกเนื่องจากต้องแย่งกินอาหารกับปลานวลจันทร์ทะเลที่มีขนาดใหญ่กว่า

                คุณภาพน้ำ: คุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงอยู่ในช่วงที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังแสดงไว้ในตารางที่ 2

อนึ่งการเลี้ยงปลากระบอกในบ่อสาหร่ายที่มีระบบน้ำหมุนเวียนคาดว่าจะทำให้ปลาไม่เครียด เติบโตดี แม้ให้อาหารน้อยกว่าบ่ออื่นๆ ในระดับความหนาแน่นที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เนื่องจากสภาพใกล้เคียงกับธรรมชาติ สังเกตจากปลามีสีสันสดใสกว่าปลาในบ่อปลานวลจันทร์ทะเลที่ปลากระบอกมีสีเข้มกว่า จึงอาจเป็นรูปแบบการเลี้ยงพ่อแม่ปลาที่เหมาะสม เนื่องจากปลาที่ไม่เครียดจะทำให้การพัฒนาของระบบสืบพันธุ์เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติ

สรุปและข้อเสนอแนะ

                การศึกษาการเลี้ยงปลากระบอกดำในโรงเพาะฟักในครั้งนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เนื่องจากปลามีการปรับตัวและมีอัตรารอดที่ดี ถึงแม้ว่าการเจริญเติบโตยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงควรศึกษาต่อเนื่องไปจนปลาถึงวัยเจริญพันธุ์ เพื่อเพาะขยายพันธุ์จนสามารถผลิตลูกพันธุ์ได้ในเชิงปริมาณดังเช่นปลาเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ในอนาคต

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา : รายงานประจำปี 2561 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  หน้า 42 - 48