สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ศึกษาการใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่ปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้งจำนวน 5 สูตร ซึ่งใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นที่ระดับ 0, 10, 20, 30 และ 40 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 2.44 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 2, 3 และ 4 มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน และการนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม สูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และอัตราการกินอาหาร สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหารสูตรอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการแทนที่โปรตีนจากปลาป่นด้วยกากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันทุกระดับไม่ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนในอาหารและอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงแตกต่างกันทางสถิติ จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าสามารถใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดงได้ถึงระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง

บทคัดย่อ

การทดลองเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามโดยใช้อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียดังนี้ ชุดการทดลองที่ 1 (1:1), ชุดการทดลองที่ 2 (1:1.86), ชุดการทดลองที่ 3 (1:3) และชุดการทดลองที่ 4 (1:4) ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง ระหว่างเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2545 รวม 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 3 สัปดาห์ ทดลองในถังไฟเบอร์กลาส ซึ่งอยู่ในโรงเพาะฟัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เมตร เติมน้ำลึก 0.25 เมตร ใส่ที่หลบซ่อนและให้อากาศตลอดเวลา โดยใช้อัตราปล่อย 20 ตัว/ถัง ให้อาหารเม็ดสำหรับรูปโปรตีน 38.22 % ในอัตรา 3 % ของน้ำหนักตัว/วัน เปลี่ยนถ่ายน้ำ 60 - 70 % ทุก 2 วัน ผลปรากฏว่าในการทดลองครั้งที่ 1 (ตุลาคม) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ได้แม่กุ้งที่มีไข่เฉลี่ย 7.00?1.73, 10.00?0.00, 11.67?0.58 และ 11.33?2.08 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 2 ,3 และ 4 ไม่แตกต่างกันแต่สูงกว่าชุดการทดลองที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในการทดลองครั้งที่ 2 (พฤศจิกายน) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ได้แม่กุ้งที่มีไข่ไม่แตกต่างกัน (p>0.05) แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ได้แม่กุ้งที่มีไข่เฉลี่ย 4.00?1.00, 7.00?2.00, 7.33?2.31 และ 10.00?2.00 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 4 ได้แม่กุ้งที่มีไข่สูงกว่าชุดการทดลองอื่นอย่างมีนัยสำคัญ(p<0.05) ส่วนการทดลองครั้งที่ 3 (ธันวาคม) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ ได้แม่กุ้งที่ไข่เฉลี่ย 7.00?1.00 , 9.67?1.15 , 11.00?1.73 และ 12.33?2.08 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 3 และ 4 ไม่แตกต่างกัน แต่สูงกว่าชุดการทดลองที่ 1 และ 2 อย่างมีนัยสำคัญ ( p<0.05)

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของอัตราความหนาแน่นต่ออัตราการเจริญเติบโต อัตรารอดตาย และผลผลิตที่เพิ่มขึ้นของลูกกุ้งก้ามกราม ทำการศึกษาทดลองในบ่อซีเมนต์ความจุ 800 ลิตร โดยปล่อยลูกกุ้งระยะ postlarvae ที่เพิ่งคว่ำในอัตราความหนาแน่นต่างกัน 3 ระดับ คือ 5, 10 และ 15 ตัวต่อลิตร เป็นระยะเวลา 30 วัน ให้ไรแดงเป็นอาหารในปริมาณที่เพียงพอแก่ความต้องการ วันละ 2 มื้อ ใช้เนื้ออวนขึงติดกับโครงเหล็กวางในแนวขนานกับพื้นบ่อเพื่อเพิ่มพื้นที่หลบซ่อน ผลการทดลองพบว่าอัตรารอดตายของลูกกุ้งก้ามกรามชุดที่อนุบาลด้วยอัตราความหนาแน่นสูงสุด มีอัตรารอดตายต่ำกว่าชุดการทดลองอื่น ในขณะที่ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าชุดการทดลองอื่น (P<0.05) ส่วนน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยและอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะในชุดการทดลองที่อนุบาลด้วยอัตราความหนาแน่น 5 และ 15 ตัว/ลิตร สูงกว่าชุดการทดลองที่อนุบาลด้วยอัตราความหนาแน่น 10 ตัว/ลิตร เมื่อพิจารณาถึงผลผลิต อัตรารอดตาย และต้นทุนการผลิตแล้ว การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในบ่อซีเมนต์ที่เหมาะสม ไม่ควรปล่อยในอัตราความหนาแน่นเกินกว่า 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

การศึกษาการเลี้ยงปลาโมงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในบ่อดินได้ดำเนินการศึกษาที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545 ปลาโมงที่ศึกษามีความยาวเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 38.25 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 500.77 กรัม ซึ่งเลี้ยงในบ่อดินขนาด 2 ไร่ จำนวน 2 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 12.5 ตัวต่อตารางเมตร ด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวในทุกเดือน เริ่มจากมีนาคม 2545 จะสุ่มปลาโมงเพศผู้และเพศเมียอย่างละ 5 ตัว โดยผ่าเอาอวัยวะสืบพันธุ์ จากการศึกษาพบว่าค่าGSIของปลาโมงเพศเมียและเพศผู้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2545 ถึงเดือนกันยายน 2545 เป็นดังนี้ 1.92+-2.03, 0.56+-0.24, 1.35+-0.90, 2.11+-3.78, 0.22+-0.14, 0.24+-0.09 และ0.32+-0.05 และ 0.36+-0.19, 0.28+-0.17, 0.19+-0.12, 0.13+-0.09, 0.13+-0.16, 0.04+-0.01และ0.04+-0.01 ตามลำดับ และค่า Fraction volume ของปลาโมงเพศเมียระหว่างเดือนมีนาคม 2545 ถึงกันยายน 2545 เป็นดังนี้ 6.71+-12.49, 21.59+-13.44, 22.49+-12.02, 33.59+-21.68, 10.41+-14.64, 1.26+-1.77 และ1.14+-1.13% ตามลำดับ สำหรับด้านการเพาะพันธุ์ไม่สามารถเพาะพันธุ์ปลาโมงที่เลี้ยงในบ่อดินได้ แต่ในเดือนกรกฎาคมสามารถเพาะพันธุ์ปลาโมงที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร ด้วยอัตราความหนาแน่น 0.4 ตัว/ตารางเมตร โดยการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับดอมเพอริโดน อัตราการการผสมเท่ากับ 39.46 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเท่ากับ80.29 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระยะเวลาในการฟัก 21 ชั่วโมงที่อุณหภูมิน้ำ 29 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเพาะพันธุ์ของปลาโมงในประเทศไทยอยู่ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม เมื่อพิจารณาจากค่า GSI และ Fraction volume

บทคัดย่อ

พ่อแม่พันธุ์ปลามันที่ใช้ในการศึกษารวบรวมจากแม่น้ำแหง บริเวณบ้านทัพม่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2544 จากนั้นนำมาคัดเลือกปลาที่มีไข่และน้ำเชื้อสมบูรณ์เต็มที่ มาทดลองเพาะพันธุ์ผสมเทียม เพื่อเปรียบเทียบการใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง และฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในอัตราความเข้มข้นต่าง ๆ กัน ฉีดให้แม่ปลาเพียงครั้งเดียว โดยใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 โดส และใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ 5 ระดับ คือ 10, 15, 20, 25 และ 30 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ชุดควบคุมฉีดด้วยน้ำกลั่น ผลการทดลองพบว่า ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองและจากฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถกระตุ้นให้แม่ปลาทุกชุดการทดลองตกไข่ได้ในเวลา 4 ชั่วโมง 20 นาที ถึง 4 ชั่วโมง 38 นาที หลังจากฉีดฮอร์โมน ในขณะที่แม่ปลาในชุดควบคุมไม่ตกไข่ ผลการทดลองโดยสรุปพบว่า แม่ปลาที่ฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองในอัตรา 0.5, 1.0 และ 1.5 โดส มีอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ยเท่ากับ 92.07+1.02, 86.00+2.46 และ 88.23+0.64 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเฉลี่ยเท่ากับ 97.10+1.85, 97.00+1.73 และ 94.67+0.58 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตรารอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 90.24+11.71, 89.65+9.59 และ 93.76+1.22 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แม่ปลาที่ฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ในอัตรา 10, 15, 20, 25 และ 30 ไมโครกรัม/กิโลกรัม มีอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ยเท่ากับ 92.00+1.82, 88.90+0.10, 92.43+3.09, 89.17+3.55 และ 86.90+2.46 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเฉลี่ยเท่ากับ 97.17+1.89, 97.17+1.80, 97.00+1.73, 98.17+0.29 และ 97.10+1.85 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตรารอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 91.37+8.38, 91.54+6.87, 97.01+2.30, 96.41+2.96 และ 96.90+1.74 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่าอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ย อัตราการฟักเฉลี่ย และอัตรารอดเฉลี่ย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ในแต่ละกลุ่มของฮอร์โมน

บทคัดย่อ

ปลาแสดงอาการครีบแดงหลังจากได้รับอาหารที่มี โอเมก้า 3 HUFA 0.42%เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และต่อมาแสดง อาการขาดกรดไขมันที่จำเป็นอย่างเรื้อรัง นอกจากนี้พัฒนาการ เจริญเติบโต และประสิทธิภาพอาหารต่ำกว่าการ ทดลองในชุดอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (P<0.05) ปลาทดลองที่กินอาหารที่มี โอเมก้า 3 HUFA 0.88% แสดง อาการขาดกรดไขมันที่จำเป็นอย่างไม่รุนแรง อัตราการตายในช่วย 12 สัปดาห์ ของทุกชุดการทดลอง ต่ำและแตกต่าง กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ปลาที่ได้รับอาหารทดลองที่มี โอเมก้า3 HUFA 1.72% หรือปริมาณ 13% ของ ไขมันทั้งหมดของน้ำหนักอาหารแห้ง ให้การเจริญเติบโตดีที่สุด องค์ประกอบของวิตามิน ในตับปลา จะสัมพันธ์ โดยตรงกับ องค์ประกอบไขมันในอาหาร นอกจากนี้ปลากะพงขาว ไม่สามารถเปลี่ยน จาก 18:8 โอเมก้า 6 ไปเป็น 22:5 โอเมก้า 6 การทดลองครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่ม โอเมก้า 3HUFA เป็นกรดไขมันจำเป็นและมีบทบาทสำคัญต่อปลากะพงขาวและปริมาณที่ต้องการคือประมาณ 1.72% ของน้ำหนักอาหารแห้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่ให้การเจริญเติบโตดี ประสิทธิภาพอาหาร สูง และปราศจากอาการของโรคขาดกรดไขมันที่จำเป็น

บทคัดย่อ

ทดลองครั้งนี้เพื่อหาความเป็นไปได้ของการอนุบาลลูกปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ด้วยการใช้ โรติเฟอร์เป็น อาหารแก่ลูกปลาอายุ 14-20 วันและให้ไรแดงเป็นอาหารเมื่อลูกปลาอายุ 21-29 วันแทนการใช้อาร์ทีเมียซึ่งมีราคาแพง และกำลังจะขาดตลาด โดยเปรียบเทียบกับการ อนุบาลด้วยการใช้ อาร์ทีเมียเป็นอาหารตลอดเวลาระยะเวลา 29 วันผลการ ทดลองปรากฏว่าหลังจากการ เลี้ยงลูกปลา กะพงขาว เป็นระยะ เวลา 16 วัน ลูกปลาที่กินอาร์ทีเมียอย่างเดียว มีอัตราการ รอดตาย เฉลี่ย 91.6% ชุดที่ให้กิน โรติเฟอร์ และ ไรแดงมีอัตราการรอดตายเฉลี่ย 65.1% เมื่อวิเคราะห์ทาง สถิติด้วย ANOVA เปอร์เซ็น การรอดตายของลูก ปลาทั้งสองชุดมีความแตกต่างกัน ที่ระดับความ เชื่อมั่น 95%(P<0.05) การเจริญ เติบโตที่วัดด้วยน้ำหนัก และความยาวที่เพิ่มขึ้น ของลูกปลาชุดที่ ได้รับอาร์ทีเมียอย่างเดียวเท่ากับ 0.056ก. และ 0.77 ซม. ตามลำดับ ในขณะที่ลูกปลาที่อนุบาลด้วย โรติเฟอร์ และ ไรแดงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 0.007ก. ความยาว เพิ่มขึ้น 0.26ซม. ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%(P<0.05) สำหรับ อัตราการพัฒนาเข้าสู่ลูกปลาวัยรุ่นของ ทั้งสองชุด มีค่า 98.91%และ 91.21%ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตก ต่างกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น95% (P<0.05) จากการทดลองครั้งนี้ยืนยันได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้โรติเฟอร์และไรแดงทดแทน อาร์ทีเมียได้ ในการอนุบาล ลูกปลากะพงขาวในช่วงอายุ 14-29 วัน โดยเฉพาะในสภาวะที่ อาร์ทีเมีย หายาก หรือมีราคาสูงจนไม่คุ้มกับการลงทุน แต่ยังจำเป็นต้อง ปรับปรุงวิธีการให้โรติเฟอร์และ ไรแดงให้เหมาะสม มากกว่านี้ เพื่อช่วยลูกปลาให้มีอัตรารอดตาย และ อัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้น กว่าการทดลองครั้งนี้

บทคัดย่อ

ศึกษาปริมาณความต้องการวิตามินซี และอาการผิดปกติเนื่องจากขาดวิตามินซีปลาที่ได้รับอาหาร ที่ปราศจาก การเสริมวิตามินซี แสดงอาการผิดปกติได้แก่ ลำตัวสีคล้ำการเจริญเติบโตช้า และสูญเสียการทรงตัว ปลาในชุดการทดลอง ที่เสริมวิตามินซี 1000 มก. หรือมากกว่า/อาหาร 1 กก. ให้อัตราการเจริญเติบโตดีที่สุดสำหรับปลาที่ ได้รับอาหารที่ ปราศจากการเสริมวิตามินซีในอาหารจะหยุดการเจริญเติบโต เมื่อทดลองผ่านไป 4 สัปดาห์ แสดง อาการขาดวิตามินซี ได้แก่ ครีบหางกร่อน ลำตัวสีคล้ำ เลือดออกบริเวณเหงือก แผ่นปิดเหงือกสั้น จงอยปากสั้น ตาโปน ลำตัวสั้น เส้นเหงือกเปราะบาง และสูญเสียการทรงตัวเมื่ออายุได้ 3 สัปดาห์ ส่วนปลาที่มีการเสริม วิตามินซี 500 กรัม หรือ มากกว่าต่ออาหาร 1กก. มีอัตราการเจริญเติบโตที่น่าพอใจ มีอาการขาดวิตามินซี ปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อย การเพิ่มระดับวิตามินซีในอาหารทำให้ระดับวิตามินซีในตับและไตเพิ่มขึ้นด้วย สามารถสรุปได้ว่า การเสริมวิตามินซีขั้นต่ำ ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตโดยปกติ และสีปกติของลูกปลากะพงขาว ที่เลี้ยงในน้ำทะเลคือ 500 มก./อาหาร 1 กก. ตามลำดับ และที่ระดับ 1100มก./อาหาร 1 กก. มีความจำเป็นต่อการ รักษาระดับ ความปกติของวิตามินซีในเนื้อเยื้อปลา

บทคัดย่อ

ปลากะพงขาวต้องการวิตามินบี6 จากอาหารเพื่อการเจริญเติบโต การอยู่รอดและสุขภาพที่ดี ระดับวิตามินบี6 ต่ำสุด ในอาหารที่ทำให้ปลากะพงกินอาหารได้มากและเจริญเติบโตได้ดี ประสิทธิภาพสูง และอัตราการตายต่ำ คือ 5 มก./กก. อาหารแห้ง จากการขาด วิตามินบี 6 ในอาหารทำให้ปลากินอาหารน้อยลงและไม่โต สาเหตุการ ตายอาจเนื่องมาจาก พฤติกรรมปลา กะพงขาวในเรื่องการแข่งขันตามธรรมชาติ ทำให้ปลาบางตัวได้รับอาหาร เพียงเล็กน้อยและผอมลง เรื่อยๆจน ขาดอาหารตายลงในที่สุด อาการของปลาที่ขาดวิตามินบี 6 คือ ตัวดำ แยกตัว ออกจากกลุ่มบางตัวลอยอยู่ ผิว น้ำ บางครั้งว่ายขึ้นลงสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว และไร้ทิศทาง บางตัวว่ายน้ำแบบ ควงสว่าน ตกใจง่าย ว่ายน้ำหนี รวดเร็ว อาจเนื่องมาจากการสูญเสียการควบคุมตัวเอง เกิดบาดแผลที่ ริมฝีปาก และปลาที่ขาดวิตามินบี 6 อย่างรุนแรง จะตายในที่สุด และก่อนตายกล้ามเนื้อจะเกร็งจนงอ ปริมาณ ความต้องการวิตามินบี 6 ของปลา กะพง ขาววัยรุ่น ประมาณ 5 มก./กก.อาหารแห้ง อย่างไรก็ตามที่ระดับที่เหมาะสม ที่สุดอาจจะน้อยกว่า 5 มก./กก. อาหารแห้ง จึงควรทำ การศึกษาต่อไป