สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

ทดลองอนุบาลลูกปลากระรังวัยอ่อนอายุ 3-17 วัน ในถังพลาสติกขนาด 500 ลิตร (ปริมาตรน้ำที่ใส่เท่ากับ 450 ลิตร) ที่ความหนาแน่น 25 ตัวต่อลิตร ด้วยโรติเฟอร์เสริมกรดไขมันสำเร็จรูป (0.025 กรัมต่อลิตร) เป็นเวลา 6 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับชุดควบคุมที่ให้โรติเฟอร์ไม่ได้เสริมกรดไขมัน โดยลูกปลาอายุ 3-5 วันจะให้กินโรติเฟอร์ขนาดเล็กโดยการกรองผ่านผ้ากรองขนาด 120 ไมครอน ความหนาแน่นโรติเฟอร์ที่ให้ 5-10 ตัวต่อมิลลิลิตร จากนั้นจึงให้กินโรติเฟอร์ทุกขนาดจนสิ้นสุดการทดลองที่ความหนาแน่น 10-15 ตัวต่อมิลลิลิตร ผลการทดลองพบว่าลูกปลาที่ให้โรติเฟอร์เสริมกรดไขมันมีอัตรารอดเฉลี่ย 4.77 % ส่วนชุดควบคุมมีอัตรารอด 2.59 % และมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01,n=3) สำหรับความยาวและน้ำหนักของลูกปลาเมื่อจบการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน อุณหภูมิระหว่างการทดลอง 27-30 oC, ความเค็ม 30-31 ppt, pH 7.6-8.1, DO 5.6-6.6 ppm จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดไขมันที่จำเป็น (? 3 HUFA) ตั้งแต่ระยะแรกมีผลทำให้ลูกปลามีอัตรารอดสูงขึ้นและลูกปลามีความแข็งแรง

บทคัดย่อ

ศึกษาผลของสัดส่วนระหว่างโปรตีนต่อไขมันที่ระดับต่าง ๆ กัน ในอาหารต่อการเจริญเติบโตและองค์ประกอบทางเคมีของปลากะรังดอกแดง โดยเลี้ยงปลากะรังดอกแดง ด้วยอาหารเม็ดแห้งจำนวน 9 สูตร ที่มีสัดส่วนระหว่างโปรตีนต่อไขมันในอาหารเท่ากับ 43/13, 43/17, 43/21, 48/13, 48/17, 48/21, 53/13, 53/17, และ 53/21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้น 6.20 กรัมในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง และใช้แผนการทดลองแบบแฟคตอเรียลในการจัดชุดการทดลอง ติดตามผลของอาหารต่ออัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ อัตราการกินอาหาร ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนในอาหาร และองค์ประกอบทางเคมีของซากปลา เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด คือปลาที่ได้รับอาหารสูตร 2 (43/17), 5(48/17), 6(48/21), 7(53/13), 8(53/17), และ 9(53/21) อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออยู่ในช่วง 0.98 - 1.32 โดยมีค่าสูงสุดในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1(43/13) ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนในอาหารอยู่ในช่วง 1.76 - 2.34 และมีค่าสูงสุดในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 2(43/17) ปริมาณไขมันในซากปลามีค่าค่อนข้างสูงในปลาที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง อย่างไรก็ตามอาหารทดลองไม่มีผลต่ออัตราการรอดตายและอัตราการกินอาหารของปลากะรังดอกแดง ไม่พบอิทธิพลร่วมระหว่างโปรตีนต่อไขมันในอาหารทดลองต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่ศึกษายกเว้นต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง จากผลการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าสัดส่วนระหว่างโปรตีน/ไขมันที่เหมาะสมในอาหารปลากะรังดอกแดงระยะวัยรุ่น คือ 43/17 เปอร์เซ็นต์

บทคัดย่อ
     ศึกษาการใช้อาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำและเถ้าสูงร่วมกับการเติมอินออร์กานิคฟอสฟอรัสที่ระดับแตกต่างกันในอาหารปลากะรังดอกแดง เตรียมอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำจำนวน 4 สูตร(สูตร1- 4) และอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงจำนวน 4 สูตร(สูตร 5-8) และมีการเติมโมโนโซเดียมฟอสเฟตในปริมาณที่คิดเป็นฟอสฟอรัสในระดับ 0, 0.25, 0.50 และ 1.0 เปอร์เซ็นต์ในอาหารสูตรที่ 1-4 และ อาหารสูตรที่ 5-8 ตามลำดับ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 5.62 กรัมในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยตลอดการทดลองจะติดตาม อัตราการเจริญเติบโต, อัตราการรอดตาย, อัตราการกินอาหาร,ประสิทธิภาพการใช้อาหาร,    ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน, การนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม, การนำฟอสฟอรัสไปใช้โดยการสะสม, ปริมาณแคลเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสีในกระดูกปลากะรัง, ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีน,ประสิทธิภาพการย่อยพลังงาน, ประสิทธิภาพการย่อยวัสดุแห้ง และเปอร์เซ็นต์การดูดซึมฟอสฟอรัส และเปรียบเทียบค่าดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดการทดลอง จากผลการศึกษาพบว่า อัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลากะรังมีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ในอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 2 มีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงสุด เช่นเดียวกับปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 6 ในอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูง การนำฟอสฟอรัสไปใช้โดยการสะสมและเปอร์เซ็นต์การดูดซึมฟอสฟอรัสของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำอยู่ในช่วง 26.81-93.78 เปอร์เซ็นต์ และ 87.13 - 91.94 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

ศึกษาผลของการใช้ปลาป่นที่ผลิตจากวัตถุดิบต่างชนิดกัน เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้ง จำนวน 4 สูตร ที่ใช้ปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำ ปลาป่นที่ผลิตจากปลาหน้าดิน ปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือของการทำซูริมิ และปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือจากการแปรรูปปลาทูน่า เป็นแหล่งโปรตีนเพียงแหล่งเดียวในอาหาร เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 1.33 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 30 ลิตร ที่มีระบบน้ำแบบไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร1 มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออัตราการกินอาหาร และอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหาร สูตร 1 และอาหารสูตร 2 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 3 และ 4 อย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณโปรตีนและเถ้าในซากปลามีค่าค่อนข้างต่ำในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1 และอาหารสูตร 2 จากการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามในโอกาสต่อไปควรมีการศึกษากับปลาที่มีขนาดใหญ่ด้วย

บทคัดย่อ

ศึกษาประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงานในวัสดุอาหารจำนวน 20 ชนิด คือ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่น 2 ชนิด, เลือดป่น 5 ชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหม 2 ชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน, รำถั่วเขียว, โปรตีนสกัดจากข้าวโพด(คอนกลูเท่น), และยีสต์ ในกุ้งกุลาดำที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 10 กรัม โดยให้กุ้งกุลาดำกินอาหารทดสอบที่มีส่วนผสมระหว่างอาหารสูตรอ้างอิงกับวัสดุอาหารที่ต้องการทดสอบในสัดส่วน 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์ และใช้โครมิกออกไซด์เป็นสารติดตามประสิทธิภาพการย่อยในอาหาร วิเคราะห์โปรตีน ไขมัน เถ้า และพลังงานในอาหารและในมูลกุ้ง เพื่อใช้คำนวณประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงาน จากการศึกษาพบว่ากุ้งกุลาดำมีประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนจากวัสดุอาหารชนิดต่างๆที่มีค่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำ-มัน และยีสต์ ในขณะที่กุ้งกุลาดำสามารถใช้พลังงาน จากปลาป่น 2 ชนิด, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่นทั้ง2 ชนิด, เลือดป่นบางชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์ได้ดี โดยมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยพบว่าวัสดุอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงมักจะมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานสูง จากผลการการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่า วัสดุอาหารที่ได้จากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ควรใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารกุ้งกุลาดำ คือปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง และดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง ส่วนวัสดุอาหารที่ได้จากพืชที่เหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนและพลังงานในอาหารกุ้งกุลาดำคือ กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ศึกษาการใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่ปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้งจำนวน 5 สูตร ซึ่งใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นที่ระดับ 0, 10, 20, 30 และ 40 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 2.44 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 2, 3 และ 4 มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน และการนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม สูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และอัตราการกินอาหาร สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหารสูตรอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการแทนที่โปรตีนจากปลาป่นด้วยกากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันทุกระดับไม่ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนในอาหารและอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงแตกต่างกันทางสถิติ จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าสามารถใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดงได้ถึงระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง

ศึกษาผลของการใช้ปลาป่นที่ผลิตจากวัตถุดิบต่างชนิดกัน เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้ง จำนวน 4 สูตร ที่ใช้ปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำ ปลาป่นที่ผลิตจากปลาหน้าดิน ปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือของการทำซูริมิ และปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือจากการแปรรูปปลาทูน่า เป็นแหล่งโปรตีนเพียงแหล่งเดียวในอาหาร เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 1.33 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 30 ลิตร ที่มีระบบน้ำแบบไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร1 มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออัตราการกินอาหาร และอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหาร สูตร 1 และอาหารสูตร 2 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 3 และ 4 อย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณโปรตีนและเถ้าในซากปลามีค่าค่อนข้างต่ำในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1 และอาหารสูตร 2 จากการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามในโอกาสต่อไปควรมีการศึกษากับปลาที่มีขนาดใหญ่ด้วย

บทคัดย่อ

ศึกษาประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงานในวัสดุอาหารจำนวน 20 ชนิด คือ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่น 2 ชนิด, เลือดป่น 5 ชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหม 2 ชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน, รำถั่วเขียว, โปรตีนสกัดจากข้าวโพด(คอนกลูเท่น), และยีสต์ ในกุ้งกุลาดำที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 10 กรัม โดยให้กุ้งกุลาดำกินอาหารทดสอบที่มีส่วนผสมระหว่างอาหารสูตรอ้างอิงกับวัสดุอาหารที่ต้องการทดสอบในสัดส่วน 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์ และใช้โครมิกออกไซด์เป็นสารติดตามประสิทธิภาพการย่อยในอาหาร วิเคราะห์โปรตีน ไขมัน เถ้า และพลังงานในอาหารและในมูลกุ้ง เพื่อใช้คำนวณประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงาน จากการศึกษาพบว่ากุ้งกุลาดำมีประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนจากวัสดุอาหารชนิดต่างๆที่มีค่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำ-มัน และยีสต์ ในขณะที่กุ้งกุลาดำสามารถใช้พลังงาน จากปลาป่น 2 ชนิด, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่นทั้ง2 ชนิด, เลือดป่นบางชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์ได้ดี โดยมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยพบว่าวัสดุอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงมักจะมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานสูง จากผลการการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่า วัสดุอาหารที่ได้จากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ควรใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารกุ้งกุลาดำ คือปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง และดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง ส่วนวัสดุอาหารที่ได้จากพืชที่เหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนและพลังงานในอาหารกุ้งกุลาดำคือ กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร