อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

การทดลองขยายพันธุ์ใบพายเขาใหญ่โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พบว่าวิธีการฟอกฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเริ่มต้นที่ได้ผลและมีอัตรารอดสูงที่สุด คือ การฟอกฆ่าเชื้อตายอดใบพายเขาใหญ่ โดยการแช่ในคลอรอกซ์ 10 เปอร์เซ็นต์ นาน 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที แล้วแช่ในคลอรอกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์สูตร MS ของ Murashige and Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต 2 ชนิด คือ NAA ความเข้มข้น 0, 0.2, 0.3 และ 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA ความเข้มข้น 0, 1, 2 และ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าอาหาร MS ที่เติม NAA 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA 3 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำให้ตายอดของใบพายเขาใหญ่เกิดต้นอ่อนใหม่ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ในปริมาณมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และปริมาณ NAA ที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มทำให้การชักนำต้นอ่อนของใบพายเขาใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)

บทคัดย่อ

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 X 90 X 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 +- 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 +- 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33+-5.77, 260.00+-0.00, 253.33+-5.77, 210.00+-0.00 และ 196.67+-5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30+-0.53, 25.07+-0.15, 24.70+-0.35, 21.83+-0.32 และ 20.67+-0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p<0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00+-2.65, 91.80+-2.03, 85.90+-1.30, 52.25+-3.56 และ 50.18+-10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และแตกต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p<0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลาเทโพ Pangasius larnaudii (Bocourt) ทำการทดลองในถังไฟเบอร์ ขนาดความจุ 1,000 ลิตร โดยใช้ลูกปลาเทโพ อายุ 7 วัน อัตราความหนาแน่น 3 ระดับ คือ 500, 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร ใช้ระยะเวลาทดลอง 14 วัน โดยในสัปดาห์ที่ 1 ให้ไรแดงเป็นอาหาร และสัปดาห์ที่ 2 เปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกวัยอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.21 มิลลิเมตร โปรตีน 32.5 % โดยเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและอัตรารอดตาย พบว่าหลังจากอนุบาลลูกปลาเป็นระยะเวลา 14 วัน ลูกปลามีขนาดความยาวเฉลี่ย 3.95+-0.25, 4.21+-0.16 และ 4.37+-0.23 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 0.80+-0.12, 0.96+-0.09 และ1.05+-0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ 27.91+-1.08, 29.22+-0.70 และ 29.87+-0.78 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และอัตราการรอดตายเฉลี่ย 29.67+-3.99, 17.54+-2.33 และ 9.51+-2.70 เปอร์เซ็นต์ จากการทดลองพบว่าการเจริญเติบโตของลูกปลา ทั้ง ความยาว น้ำหนัก และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p>0.05) แต่อัตราการรอดตายพบว่าที่ระดับความหนาแน่น 500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร สูงกว่าอัตราการรอดตายของลูกปลาที่ระดับความหนาแน่น 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

บทคัดย่อ

การทดลองใช้ไมโครชิพฝังในปลาเสือตอที่เลี้ยงในตู้กระจกขนาด กว้าง 0.40 x ยาว 1.20 x สูง 0.45 เมตร ใส่น้ำลึก 0.35 เมตร เป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุด คือ ฝังและไม่ฝังไมโครชิพ ตามลำดับ โดยใช้ปลาเสือตอที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 529.42+-30.61 และ 541.00+-69.41 กรัม ความยาวเริ่มต้นเฉลี่ย 28.52+-0.20 และ28.68+-0.79 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลองปลาเสือตอมีน้ำหนักเฉลี่ย 613.33+-39.55 และ 634.98+-70.28 กรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ย 29.64+-0.30 และ 29.82+-0.98 ตามลำดับ อัตราการรอดตาย 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 2 ชุดการทดลอง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วผลปรากฎว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ทั้งน้ำหนักเฉลี่ย, ความยาวเฉลี่ย และอัตราการรอดตาย จากการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่าการฝังไมโครชิพในปลาเสือตอเพื่อเป็นเครื่องหมายระบุตัวปลานั้นสามารถทำได้ โดยที่อัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาเสือตอไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

บทคัดย่อ

การศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลาเทพาในระบบน้ำไหลผ่าน ได้ดำเนินการในรางสังกะสี ขนาด 3.0x0.3x0.25 ม3 พร้อมจัดทำระบบน้ำไหลผ่าน อัตราการไหลของน้ำ 4 ลิตรต่อนาที จำนวน 15 ราง เปรียบเทียบความหนาแน่นต่างกัน 5 ระดับ คือ 4,000 8,000 12,000 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง หรือ 22, 44, 66, 88 และ 111 ตัว/ลิตร โดยปล่อยลูกปลาเทพาอายุ 4 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 0.0045 กรัม และความยาวเฉลี่ย 0.95 เซนติเมตร ทำการสุ่มชั่งวัดขนาดลูกปลาที่อายุ 9 วัน และสรุปผลการศึกษาที่อายุ 18 วันหรือจนลูกปลามีขนาดประมาณ 1 นิ้ว ผลการทดลองพบว่าลูกปลาเทพามีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้ายเท่ากับ 1.57+-0.15, 1.21+-0.04, 1.01+-0.13, 1.19+-0.17 และ 0.92+-0.12 กรัม ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 2.8+-0.06, 2.7+-0.05, 2.6+-0.11, 2.7+-0.06 และ 2.5+-0.05 เซนติเมตร อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเท่ากับ 32.51+-0.52, 31.09+-0.19, 30.06+-0.70, 30.97+-0.78 และ 29.55+-0.70 เปอร์เซ็นต์/วัน น้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ 0.087+-0.008, 0.067+-0.002, 0.056+-0.007, 0.066+-0.010 และ 0.051+-0.007 กรัม และอัตราการรอดตายเท่ากับ 63.39+-7.30, 52.48+-2.60, 45.52+-2.30, 27.55+-0.92 และ 34.52+-6.61 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยที่อัตราความหนาแน่น 4,000 ตัว/ราง มีค่าการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายสูงกว่าทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ที่อัตราความหนาแน่น 8,000 และ 12,000 ตัว/ราง มีค่าอัตราการรอดตายสูงกว่าที่อัตราความหนาแน่น 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และเมื่อพิจารณาทั้งในด้านการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายและต้นทุนการผลิตแล้วอัตราความหนาแน่น 4,000ตัว/ราง มีความเหมาะสมที่สุดที่จะอนุบาลลูกปลาเทพาในรางระบบน้ำไหลผ่านให้ได้ขนาด 1 นิ้ว

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และต้นทุนการผลิต ในการเลี้ยงหอยขมในกระชัง โดยใช้แผนการทดลองแบบ สุ่มในบล็อกแบบสมบูรณ์ (RCBD) แบ่งการทดลองออกเป็น 3 บล็อก โดยบล็อกที่ 1 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านซ้ายมือ บล็อกที่ 2 อยู่บริเวณกลางบ่อ บล็อกที่ 3 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านขวามือ แต่ละบล็อกมี 5 สิ่งทดลอง (Treatment) โดยสิ่งทดลองแบ่งตามอัตราความหนาแน่น 5 ระดับ คือ 100, 200, 300, 400, 500 ตัว ต่อกระชัง กระชังขนาด 1x1x0.8 เมตร ทดลองในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร เก็บรวบรวมข้อมูลทุก 2 สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์

บทคัดย่อ

การศึกษาพิษเฉียบพลันของ dimethyl 2,2,2 trichloro-1-hydroxy ethyl phosphonate (ไตรคลอร์ฟอน) ต่อลูกปลาตะเพียนขาว Barbodes gonionotus Bleeker (1850) อายุ 4 วัน (ความยาวเหยียด 3.77 +- 0.15 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.00 มก.), 8 วัน (ความยาวเหยียด 5.37 +- 0.26 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.75 มก.), 12 วัน (ความยาวเหยียด 7.20 +- 0.69 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 5.00 มก.) และ 30 วัน (ความยาวเหยียด 17.32 +- 1.67 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 67.00 +- 16.36 มก.), มวนวน (Anisops sardea Herr.-Schaff.), ไรขาว (copepod) และไรแดง (Moina macrocopa Straus)โดยวิธีชีววิเคราะห์ในน้ำนิ่ง ได้ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุทัยธานีระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนมีนาคม 2545 ผลการทดลองพบว่า ค่า 24 และ 48 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน มีค่า 39.437 (28.428+-54.330), 226.191 (182.684+-280.983), 39.863(29.165+-53.005) และ 45.723 (32.647+-62.367) มก./ล.; 8.014 (4.976 +- 10.387), 62.635 (50.331 +– 77.932), 16.764 (12.526 +- 21.059) และ 17.311 (13.081+– 21.677) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 72 และ 96 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 12 และ 30 วัน มีค่า 11.795 (8.355+-14.540) และ 11.444 (7.052+-14.887); 10.488 (6.558+-13.174) และ 10.790 (6.979+-13.496) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 24 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อ มวนวน, ไรขาว และไรแดง มีค่า 0.029 (0.012+-0.039), 0.037 (0.030+-0.041) และ 0.043 (0.037+-0.050) มก./ล. ตามลำดับ ระดับความเข้มข้นที่ปลอดภัยของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกปลาตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน ที่เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับ 1.972, 11.310, 1.993 และ 2.286 มก./ล ตามลำดับ ผลการทดลองสรุปได้ว่าไตรคลอร์ฟอนมีพิษที่รุนแรงต่อมวนวน ไรขาว และไรแดง มากกว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน

บทคัดย่อ

ทำการศึกษาและติดตามการปนเปื้อนของสารไนโตรฟูราโซน (Nitrofurazone)ในการผลิตกุ้งกุลาดำ พบว่า การใช้สารไนโตรฟูราโซน (ความเข้มข้น 62.84%) ในปริมาณ 1.0 ppm วันเว้นวันในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้งระยะซูเอี้ยถึงโพสต์ลาวาร์สามารถส่งผลให้มีการตกค้างของสาร Semicarbacide; SEM (metabolite ของ Nitrofurazone) ในลูกกุ้งระยะ PL15 ที่ระดับเฉลี่ย 17.05 ppb ได้ การทดสอบความเครียด (stress test) กับลูกกุ้งเปรียบเทียบกับชุดควบคุม พบว่า ลูกกุ้งที่ได้จากการอนุบาลที่มีการใช้สารดังกล่าวมีความทนทานต่อระดับความเข้มข้น 100 ppm Formalin น้อยกว่าชุดควบคุม ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตค่าของ Muscle-Gut Ratio (MGR) และความยาวลำตัวของลูกกุ้ง PL15 ยังไม่พบความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อนำลูกกุ้งที่มีตรวจพบสารตกค้างไปเลี้ยงต่อในบ่อซีเมนต์ความจุ 200 ตัน (ขนาด 10 x 20 x 1 เมตร) ที่มีดินที่พื้นบ่อในระยะเวลาเลี้ยง 70 วัน พบว่า การสะสมสาร metabolite ในเนื้อกุ้งมีปริมาณลดลงต่ำกว่าระดับ MRL ที่ 1.0 ppb ในทุกบ่อของการเลี้ยง และพบว่ากุ้งที่เลี้ยงทั้งชุดที่ผ่านการอนุบาลแบบใช้และไม่ใช้สาร Nitrofurazone ยังไม่แสดงให้เห็นความแตกต่างเกี่ยวกับการเจริญเติบโดและผลผลิตที่ได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้แนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกในหลายประเด็นเพื่อได้ทราบผลที่ชัดเจนมากขึ้นก่อนที่จะมีข้อสรุปที่แน่นอน

บทคัดย่อ

ศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ ในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร ที่ระดับความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร โดยใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปกุ้งกุลาดำ เริ่มปล่อยลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 ระยะ P-15 ซึ่งมีขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.04 +- 0.01 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.87+- 0.21 เซนติเมตร เป็นลูกกุ้งที่ได้จากการนำแม่พันธุ์รุ่น F2 อายุ 280 วันมาเพาะพันธุ์ เปรียบเทียบกับลูกกุ้งแชบ๊วยขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.01+- 0.00 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.78+- 0.10 เซนติเมตร ซึ่งได้จากการนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วยธรรมชาติไข่แก่จากบริเวณชายฝั่งจังหวัดกระบี่มาเพาะพันธุ์ เมื่อเลี้ยงครบ 4 เดือน ลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับลูกกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ มีน้ำหนักเฉลี่ย 10.84+- 3.10 กรัม และ 11.02+- 0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ย 0.09+- 0.03 และ 0.09+- 0.00 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาวเฉลี่ย 0.08+- 0.01 และ 0.08+- 0.00 เซนติเมตร/วัน อัตราการรอดตายเฉลี่ย 80.00+- 08.97 และ 55.65+- 15.36 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) 3.02+- 1.24 และ 2.43+- 0.27 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติผลปรากฏว่าอัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาว อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บทคัดย่อ

การทดลองเพื่อหาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อการวางไข่ของแม่กุ้งแชบ๊วย ประกอบด้วย 3 ชุดการทดลอง คือ ชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 พักแม่กุ้งไว้ในถุงพลาสติกที่บรรจุในกล่องโฟมที่อุณหภูมิน้ำ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส เริ่มดำเนินการทดลองตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไปจนกระทั่งครบ 6 ชั่วโมง จึงเปิดฝากล่องโฟมเพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์รอดตายของแม่กุ้ง และช่วงที่ 2 นำแม่กุ้งทั้งหมดจากช่วงแรกมาวางไข่ในถังที่อุณหภูมิน้ำ 31 องศาเซลเซียส จากผลการทดลอง พบว่าช่วงที่ 1 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตแต่ไม่วางไข่ ส่วนช่วงที่ 2 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตและวางไข่ทุกตัว มีระยะเวลาก่อนวางไข่ (pre-spawning period) เฉลี่ย (เริ่มนับตั้งแต่เวลา 02.00 น. จนถึงเวลาที่แม่กุ้งวางไข่) มีค่า 2.00 +- 1.17, 3.30 +- 1.10 และ 4.10 +- 1.22 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 25 และ 22 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส (P>0.05) เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อย 71.84 +- 22.00, 75.71 +- 19.66 และ 78.74 +- 20.46 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ไข่ของแม่กุ้งทุกตัวในทุกชุดการทดลองสามารถฟักเป็นตัว มีอัตราการฟักเป็นตัวเฉลี่ย 46.09 +- 20.35, 53.32 +- 22.23 และ 42.68 +- 21.68 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ย 10.20 +- 1.06, 10.20 +- 1.07 และ 13.14 +- 1.35 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 และ 25 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในชุดการทดลองที่ 22 องศาเซลเซียส (P<0.05)