สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

ความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลาเทโพ Pangasius larnaudii (Bocourt) ทำการทดลองในถังไฟเบอร์ ขนาดความจุ 1,000 ลิตร โดยใช้ลูกปลาเทโพ อายุ 7 วัน อัตราความหนาแน่น 3 ระดับ คือ 500, 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร ใช้ระยะเวลาทดลอง 14 วัน โดยในสัปดาห์ที่ 1 ให้ไรแดงเป็นอาหาร และสัปดาห์ที่ 2 เปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกวัยอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.21 มิลลิเมตร โปรตีน 32.5 % โดยเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและอัตรารอดตาย พบว่าหลังจากอนุบาลลูกปลาเป็นระยะเวลา 14 วัน ลูกปลามีขนาดความยาวเฉลี่ย 3.95+-0.25, 4.21+-0.16 และ 4.37+-0.23 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 0.80+-0.12, 0.96+-0.09 และ1.05+-0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ 27.91+-1.08, 29.22+-0.70 และ 29.87+-0.78 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และอัตราการรอดตายเฉลี่ย 29.67+-3.99, 17.54+-2.33 และ 9.51+-2.70 เปอร์เซ็นต์ จากการทดลองพบว่าการเจริญเติบโตของลูกปลา ทั้ง ความยาว น้ำหนัก และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p>0.05) แต่อัตราการรอดตายพบว่าที่ระดับความหนาแน่น 500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร สูงกว่าอัตราการรอดตายของลูกปลาที่ระดับความหนาแน่น 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

บทคัดย่อ

การทดลองใช้ไมโครชิพฝังในปลาเสือตอที่เลี้ยงในตู้กระจกขนาด กว้าง 0.40 x ยาว 1.20 x สูง 0.45 เมตร ใส่น้ำลึก 0.35 เมตร เป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุด คือ ฝังและไม่ฝังไมโครชิพ ตามลำดับ โดยใช้ปลาเสือตอที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 529.42+-30.61 และ 541.00+-69.41 กรัม ความยาวเริ่มต้นเฉลี่ย 28.52+-0.20 และ28.68+-0.79 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลองปลาเสือตอมีน้ำหนักเฉลี่ย 613.33+-39.55 และ 634.98+-70.28 กรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ย 29.64+-0.30 และ 29.82+-0.98 ตามลำดับ อัตราการรอดตาย 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 2 ชุดการทดลอง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วผลปรากฎว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ทั้งน้ำหนักเฉลี่ย, ความยาวเฉลี่ย และอัตราการรอดตาย จากการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่าการฝังไมโครชิพในปลาเสือตอเพื่อเป็นเครื่องหมายระบุตัวปลานั้นสามารถทำได้ โดยที่อัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาเสือตอไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

บทคัดย่อ

การศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลาเทพาในระบบน้ำไหลผ่าน ได้ดำเนินการในรางสังกะสี ขนาด 3.0x0.3x0.25 ม3 พร้อมจัดทำระบบน้ำไหลผ่าน อัตราการไหลของน้ำ 4 ลิตรต่อนาที จำนวน 15 ราง เปรียบเทียบความหนาแน่นต่างกัน 5 ระดับ คือ 4,000 8,000 12,000 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง หรือ 22, 44, 66, 88 และ 111 ตัว/ลิตร โดยปล่อยลูกปลาเทพาอายุ 4 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 0.0045 กรัม และความยาวเฉลี่ย 0.95 เซนติเมตร ทำการสุ่มชั่งวัดขนาดลูกปลาที่อายุ 9 วัน และสรุปผลการศึกษาที่อายุ 18 วันหรือจนลูกปลามีขนาดประมาณ 1 นิ้ว ผลการทดลองพบว่าลูกปลาเทพามีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้ายเท่ากับ 1.57+-0.15, 1.21+-0.04, 1.01+-0.13, 1.19+-0.17 และ 0.92+-0.12 กรัม ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 2.8+-0.06, 2.7+-0.05, 2.6+-0.11, 2.7+-0.06 และ 2.5+-0.05 เซนติเมตร อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเท่ากับ 32.51+-0.52, 31.09+-0.19, 30.06+-0.70, 30.97+-0.78 และ 29.55+-0.70 เปอร์เซ็นต์/วัน น้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ 0.087+-0.008, 0.067+-0.002, 0.056+-0.007, 0.066+-0.010 และ 0.051+-0.007 กรัม และอัตราการรอดตายเท่ากับ 63.39+-7.30, 52.48+-2.60, 45.52+-2.30, 27.55+-0.92 และ 34.52+-6.61 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยที่อัตราความหนาแน่น 4,000 ตัว/ราง มีค่าการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายสูงกว่าทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ที่อัตราความหนาแน่น 8,000 และ 12,000 ตัว/ราง มีค่าอัตราการรอดตายสูงกว่าที่อัตราความหนาแน่น 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และเมื่อพิจารณาทั้งในด้านการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายและต้นทุนการผลิตแล้วอัตราความหนาแน่น 4,000ตัว/ราง มีความเหมาะสมที่สุดที่จะอนุบาลลูกปลาเทพาในรางระบบน้ำไหลผ่านให้ได้ขนาด 1 นิ้ว

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และต้นทุนการผลิต ในการเลี้ยงหอยขมในกระชัง โดยใช้แผนการทดลองแบบ สุ่มในบล็อกแบบสมบูรณ์ (RCBD) แบ่งการทดลองออกเป็น 3 บล็อก โดยบล็อกที่ 1 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านซ้ายมือ บล็อกที่ 2 อยู่บริเวณกลางบ่อ บล็อกที่ 3 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านขวามือ แต่ละบล็อกมี 5 สิ่งทดลอง (Treatment) โดยสิ่งทดลองแบ่งตามอัตราความหนาแน่น 5 ระดับ คือ 100, 200, 300, 400, 500 ตัว ต่อกระชัง กระชังขนาด 1x1x0.8 เมตร ทดลองในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร เก็บรวบรวมข้อมูลทุก 2 สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์

บทคัดย่อ

การศึกษาพิษเฉียบพลันของ dimethyl 2,2,2 trichloro-1-hydroxy ethyl phosphonate (ไตรคลอร์ฟอน) ต่อลูกปลาตะเพียนขาว Barbodes gonionotus Bleeker (1850) อายุ 4 วัน (ความยาวเหยียด 3.77 +- 0.15 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.00 มก.), 8 วัน (ความยาวเหยียด 5.37 +- 0.26 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.75 มก.), 12 วัน (ความยาวเหยียด 7.20 +- 0.69 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 5.00 มก.) และ 30 วัน (ความยาวเหยียด 17.32 +- 1.67 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 67.00 +- 16.36 มก.), มวนวน (Anisops sardea Herr.-Schaff.), ไรขาว (copepod) และไรแดง (Moina macrocopa Straus)โดยวิธีชีววิเคราะห์ในน้ำนิ่ง ได้ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุทัยธานีระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนมีนาคม 2545 ผลการทดลองพบว่า ค่า 24 และ 48 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน มีค่า 39.437 (28.428+-54.330), 226.191 (182.684+-280.983), 39.863(29.165+-53.005) และ 45.723 (32.647+-62.367) มก./ล.; 8.014 (4.976 +- 10.387), 62.635 (50.331 +– 77.932), 16.764 (12.526 +- 21.059) และ 17.311 (13.081+– 21.677) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 72 และ 96 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 12 และ 30 วัน มีค่า 11.795 (8.355+-14.540) และ 11.444 (7.052+-14.887); 10.488 (6.558+-13.174) และ 10.790 (6.979+-13.496) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 24 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อ มวนวน, ไรขาว และไรแดง มีค่า 0.029 (0.012+-0.039), 0.037 (0.030+-0.041) และ 0.043 (0.037+-0.050) มก./ล. ตามลำดับ ระดับความเข้มข้นที่ปลอดภัยของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกปลาตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน ที่เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับ 1.972, 11.310, 1.993 และ 2.286 มก./ล ตามลำดับ ผลการทดลองสรุปได้ว่าไตรคลอร์ฟอนมีพิษที่รุนแรงต่อมวนวน ไรขาว และไรแดง มากกว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน

บทคัดย่อ

ทำการศึกษาและติดตามการปนเปื้อนของสารไนโตรฟูราโซน (Nitrofurazone)ในการผลิตกุ้งกุลาดำ พบว่า การใช้สารไนโตรฟูราโซน (ความเข้มข้น 62.84%) ในปริมาณ 1.0 ppm วันเว้นวันในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้งระยะซูเอี้ยถึงโพสต์ลาวาร์สามารถส่งผลให้มีการตกค้างของสาร Semicarbacide; SEM (metabolite ของ Nitrofurazone) ในลูกกุ้งระยะ PL15 ที่ระดับเฉลี่ย 17.05 ppb ได้ การทดสอบความเครียด (stress test) กับลูกกุ้งเปรียบเทียบกับชุดควบคุม พบว่า ลูกกุ้งที่ได้จากการอนุบาลที่มีการใช้สารดังกล่าวมีความทนทานต่อระดับความเข้มข้น 100 ppm Formalin น้อยกว่าชุดควบคุม ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตค่าของ Muscle-Gut Ratio (MGR) และความยาวลำตัวของลูกกุ้ง PL15 ยังไม่พบความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อนำลูกกุ้งที่มีตรวจพบสารตกค้างไปเลี้ยงต่อในบ่อซีเมนต์ความจุ 200 ตัน (ขนาด 10 x 20 x 1 เมตร) ที่มีดินที่พื้นบ่อในระยะเวลาเลี้ยง 70 วัน พบว่า การสะสมสาร metabolite ในเนื้อกุ้งมีปริมาณลดลงต่ำกว่าระดับ MRL ที่ 1.0 ppb ในทุกบ่อของการเลี้ยง และพบว่ากุ้งที่เลี้ยงทั้งชุดที่ผ่านการอนุบาลแบบใช้และไม่ใช้สาร Nitrofurazone ยังไม่แสดงให้เห็นความแตกต่างเกี่ยวกับการเจริญเติบโดและผลผลิตที่ได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้แนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกในหลายประเด็นเพื่อได้ทราบผลที่ชัดเจนมากขึ้นก่อนที่จะมีข้อสรุปที่แน่นอน

บทคัดย่อ

ศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ ในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร ที่ระดับความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร โดยใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปกุ้งกุลาดำ เริ่มปล่อยลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 ระยะ P-15 ซึ่งมีขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.04 +- 0.01 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.87+- 0.21 เซนติเมตร เป็นลูกกุ้งที่ได้จากการนำแม่พันธุ์รุ่น F2 อายุ 280 วันมาเพาะพันธุ์ เปรียบเทียบกับลูกกุ้งแชบ๊วยขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.01+- 0.00 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.78+- 0.10 เซนติเมตร ซึ่งได้จากการนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วยธรรมชาติไข่แก่จากบริเวณชายฝั่งจังหวัดกระบี่มาเพาะพันธุ์ เมื่อเลี้ยงครบ 4 เดือน ลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับลูกกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ มีน้ำหนักเฉลี่ย 10.84+- 3.10 กรัม และ 11.02+- 0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ย 0.09+- 0.03 และ 0.09+- 0.00 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาวเฉลี่ย 0.08+- 0.01 และ 0.08+- 0.00 เซนติเมตร/วัน อัตราการรอดตายเฉลี่ย 80.00+- 08.97 และ 55.65+- 15.36 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) 3.02+- 1.24 และ 2.43+- 0.27 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติผลปรากฏว่าอัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาว อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บทคัดย่อ

การทดลองเพื่อหาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อการวางไข่ของแม่กุ้งแชบ๊วย ประกอบด้วย 3 ชุดการทดลอง คือ ชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 พักแม่กุ้งไว้ในถุงพลาสติกที่บรรจุในกล่องโฟมที่อุณหภูมิน้ำ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส เริ่มดำเนินการทดลองตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไปจนกระทั่งครบ 6 ชั่วโมง จึงเปิดฝากล่องโฟมเพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์รอดตายของแม่กุ้ง และช่วงที่ 2 นำแม่กุ้งทั้งหมดจากช่วงแรกมาวางไข่ในถังที่อุณหภูมิน้ำ 31 องศาเซลเซียส จากผลการทดลอง พบว่าช่วงที่ 1 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตแต่ไม่วางไข่ ส่วนช่วงที่ 2 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตและวางไข่ทุกตัว มีระยะเวลาก่อนวางไข่ (pre-spawning period) เฉลี่ย (เริ่มนับตั้งแต่เวลา 02.00 น. จนถึงเวลาที่แม่กุ้งวางไข่) มีค่า 2.00 +- 1.17, 3.30 +- 1.10 และ 4.10 +- 1.22 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 25 และ 22 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส (P>0.05) เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อย 71.84 +- 22.00, 75.71 +- 19.66 และ 78.74 +- 20.46 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ไข่ของแม่กุ้งทุกตัวในทุกชุดการทดลองสามารถฟักเป็นตัว มีอัตราการฟักเป็นตัวเฉลี่ย 46.09 +- 20.35, 53.32 +- 22.23 และ 42.68 +- 21.68 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ย 10.20 +- 1.06, 10.20 +- 1.07 และ 13.14 +- 1.35 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 และ 25 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในชุดการทดลองที่ 22 องศาเซลเซียส (P<0.05)

บทคัดย่อ

การเลี้ยงลูกปูทะเล(Scylla olivacea)วัยอ่อนที่ระดับความเค็มต่างๆกัน ได้ดำเนินการทดลอง ณ.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดระนอง โดยนำลูกปูทะเลระยะyoung crab1 ซึ่งมีน้ำหนักและความกว้างกระดองเฉลี่ย 0.0145 กรัม และ0.39 เซนติเมตร ตามลำดับ มาทดลองเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพัน ในกล่องโฟมขนาด 60 ลิตร อัตราความหนาแน่น 10 ตัว/กล่อง อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูได้แก่ อาร์ทีเมีย ปลาสด หอยแมลงภู่ กุ้งแชบ๊วย และอาหารเสริมเป็นระยะเวลานาน 22 สัปดาห์ โดยชั่งน้ำหนัก วัดขนาด และนับจำนวนทุกๆ 4 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง น้ำหนักเฉลี่ยของปูทะเลที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพัน เท่ากับ 6.15, 7.16, 9.64, 13.71, 10.82, และ 10.31 กรัม ตามลำดับ เมื่อทดสอบทางสถิติพบว่า ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างการเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5 กับ 10 และ 10,15,20 กับ 25 และที่ระดับความเค็ม 15, 20, 25 กับ 30 ส่วนในพัน ส่วนอัตราการรอดตายที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพันคือ 6.67, 23.33, 33.33, 36.67, 43.33 และ 46.67% ตามลำดับ ผลทดสอบทางสถิติพบว่า ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างการเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5 กับ 10 และ 10 กับ 15 และที่ระดับความเค็ม 25 กับ30 ส่วนในพัน

บทคัดย่อ

การเลี้ยงลูกปูทะเล Scylla serrata (Forskal) ในบ่อดินขนาดพื้นที่ 800 ตารางเมตร จำนวน 2 บ่อ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี โดยใช้ลูกปูทะเลที่ได้จากการเพาะพันธุ์ของศูนย์ ฯ ซึ่งมีความกว้างกระดอง (ICW) เฉลี่ย 0.38 เซนติเมตร และน้ำหนักเฉลี่ย 0.04 กรัม ในการทดลองได้แบ่งบ่อทดลองออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน บ่อครึ่งแรกจะเลี้ยงลูกปูทะเลโดยมีที่หลบซ่อน และบ่ออีกครึ่งหนึ่งจะเลี้ยงลูกปูทะเลโดยไม่มีที่หลบซ่อน ในการทดลองใช้ลูกปูทะเลระยะ Crab stage ที่ 1 และ 2 จำนวน 8,000 ตัว แบ่งลงบ่อทดลองในแต่ละส่วนจำนวนเท่ากัน 2,000 ตัว ที่ความหนาแน่น 5 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อสิ้นสุดการทดลองปรากฏว่าลูกปูทะเลที่เลี้ยงโดยมีและไม่มีที่หลบซ่อน มีความกว้างกระดองเฉลี่ย 9.240 และ 8.450 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 187.80 และ 145.40 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยร้อยละ 6.71 และ 6.50 ต่อวัน อัตราการรอดตายเฉลี่ย 8.73 และ 4.40 เปอร์เซ็นต์ ได้ผลการจับลูกปูทะเลเฉลี่ย 32.65 และ12.64 กิโลกรัม ตามลำดับ เมื่อทดสอบผลทางสถิติ พบว่า ความกว้างกระดองเฉลี่ย น้ำหนักเฉลี่ย และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ย มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ส่วนอัตราการรอดตาย และผลผลิตรวมเฉลี่ย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05)