ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

การสำรวจชลชีววิทยาและทรัพยากรประมงในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเก็บกักน้ำ ครบ24 ปี ในปี พ.ศ. 2542 ปรากฏผลดังต่อไปนี้ คุณสมบัติทางกายภาพความโปร่งแสงบริเวณหน้าเขื่อนและกลางอ่างเก็บน้ำค่อนข้างใสประมาณ 160–180 เซนติเมตร แต่บริเวณทางน้ำเข้าน้ำขุ่นประมาณ 20 เซนติเมตร อุณหภูมิน้ำ 26.0-36.0 ํ องศาเซลเซียสทางด้านเคมี pH 6.0-8.2 ปริมาณออกซิเจนละลาย 4.0-7.8 มิลลิกรัม/ลิตร ความเป็นด่าง 22-57 มิลลิกรัม/ลิตร และความกระด้าง 20-60 มิลลิกรัม/ลิตร

บทคัดย่อ

การศึกษาความชุกชุม ความหลากหลาย และการแพร่กระจายของแพลงก์ตอนในแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง จากการสุ่มตัวอย่างจำนวน 8 จุดสำรวจ เก็บตัวอย่างทุกเดือน ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2541 รวม 12 ครั้ง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าดัชนีโครงสร้างประชาคมแพลงก์ตอนและนิเวศวิทยาต่าง ๆ และการวิเคราะห์ Multivariate ของการจัดกลุ่มแบบ Cluster Analysis และ Multi Dimensional Scaling เพื่อศึกษาลักษณะการเปลี่ยนแปลงและการแบ่งกลุ่มของคุณภาพน้ำ และประชาคมแพลงก์ตอนในระหว่างจุดสำรวจ และเดือนที่สำรวจ

บทคัดย่อ

การศึกษาชีววิทยาบางประการของปลากระดี่นาง Trichogaster microlepis (Gunther, 1861) ในบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร ได้ดำเนินการในรอบปีระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือน กันยายน 2544 โดยสุ่มตัวอย่างเดือนละครั้ง ด้วยเครื่องมือลอบและลากอวนทับตลิ่ง ในเขตตำบลท่าหลวง ตำบลคลอง คะเชนทร์ ตำบลโรงช้าง และตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง ผลการศึกษาพบตัวอย่างปลากระดี่นางที่รวบรวมได้ จำนวน 402 ตัวอย่าง ประกอบด้วยปลากระดี่นางเพศผู้ 185 ตัว มีความยาวเฉลี่ย 11.78+-1.41 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 18.21+-6.72 กรัม และปลากระดี่นางเพศเมีย จำนวน 217 ตัว มีความยาวเฉลี่ย 11.91+-1.37 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 18.54+-6.95 กรัม อัตราส่วนเพศผู้:เพศเมีย เท่ากับ 1:1.17 ผลการศึกษา พบว่าปลากระดี่นางมีรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับปลากระดี่หม้อ แต่ตามลำตัวและครีบไม่มีลาย ลำตัวมีสีขาวเงินหรือสีฟ้าอ่อน ครีบต่างๆ มีสีขาว พบอาศัยอยู่บริเวณน้ำนิ่งไม่ลึกมากนัก ตามกอหญ้าและพันธุ์ไม้น้ำ ก่อหวอดวางไข่ จากการตรวจสอบอาหารในกระเพาะอาหาร พบว่าปลากระดี่นางเป็นปลากินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร มีอัตราส่วนความยาวลำไส้ต่อความยาวตัวเท่ากับ 1:0.35 ชนิดอาหารที่พบในกระเพาะอาหารประกอบด้วยแพลงก์ตอนพืชร้อยละ 38.73 แพลงก์ตอนสัตว์ร้อยละ 36.03 และตัวอ่อนแมลงร้อยละ 25.24

บทคัดย่อ

การเพาะพันธุ์เขียดหลังขาว ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ ตุลาคม 2544 – กันยายน 2545 พ่อแม่พันธุ์เขียดหลังขาวที่ใช้ทดลองรวบรวมจากธรรมชาติ บริเวณแหล่งน้ำและทุ่งนาบ้านท่าโป่งแดงและบ้านห้วยเสือเฒ่า ในเขตตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วคัดพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพศนำมาทดลองเปรียบเทียบการเพาะพันธุ์ โดยวิธีไม่ฉีดฮอร์โมนกระตุ้น กับฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้พ่อแม่เขียดวางไข่ โดยการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa (buserelin acetate) ฉีดครั้งเดียวในอัตรา 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แล้วปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติในบ่อปูนขนาด 6 ตารางเมตร ที่จัดสภาพเลียนแบบธรรมชาติ แต่ละชุดการทดลองใช้พ่อแม่พันธุ์จำนวน 4 คู่ ทดลองเพาะพันธุ์จำนวน 6 ครั้ง พ่อเขียดหลังขาวมีขนาดน้ำหนักตัว 5.2-11.3 กรัม ส่วนแม่เขียดหลังขาวจะมีขนาดใหญ่กว่ามีน้ำหนักตัว 8.7-28.5 กรัม ผลปรากฏว่าชุดที่ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถกระตุ้นให้แม่เขียดหลังขาววางไข่ได้โดยวางไข่ในเวลา 4 -35 ชั่วโมงหลังการฉีดฮอร์โมน แม่กบวางไข่ 79.2+-18.82 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักไข่เฉลี่ย 3.7+-1.09 กรัม จำนวนไข่เฉลี่ย 1,530.7+-328.94 ฟอง อัตราการผสมติด 60.0+-21.49 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเป็นตัว 51.2+-27.73 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนลูกเฉลี่ย 692.2+-466.42 ลูกเขียดหลังขาวที่อนุบาลจนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 96.3+-1.33 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชุดที่ไม่ฉีดฮอร์โมนแม่เขียดหลังขาววางไข่แต่น้อยครั้งและใช้เวลานานมาก

บทคัดย่อ

การเพาะพันธุ์ปลาหมอในสภาพน้ำพรุ ดำเนินการทดลอง ณ พื้นที่พรุดอนนา จังหวัดปัตตานี ระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอจากพรุดอนนา นำมาเลี้ยงในกระชังเป็นเวลา 2 เดือน คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีความสมบูรณ์เพศทำการเพาะพันธุ์โดยวิธีการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ในระดับความเข้มข้น 5, 10, 15 และ 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในทุกระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน ฉีดกระตุ้นพ่อแม่พันธุ์ปลาเพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยให้ผสมพันธุ์วางไข่ในน้ำพรุที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) เท่ากับ 2.9, 4.3, 4.9 และ 5.6 ในสัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเท่ากับ 2 : 1 พบว่าที่ระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมไม่สามารถกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์ปลาหมอผสมพันธุ์วางไข่ในทุกค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH)ของน้ำพรุ ในขณะที่ระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน 10, 15 และ 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมสามารถกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์ปลาหมอผสมพันธุ์วางไข่ได้ในน้ำพรุที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) เท่ากับ 4.3, 4.9 และ 5.6 โดยมีระยะเวลาตกไข่ จำนวนแม่พันธุ์ที่ตกไข่ อัตราการผสม อัตราการฟัก และอัตรารอด ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05)

บทคัดย่อ

การเพาะและอนุบาลปลาแขยงใบข้าว ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2542 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 การทดลองเพาะพันธุ์แบ่งเป็น 4 ชุดการทดลองโดยชุดการทดลองที่ 1 และ 2 ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate (BUS) ในอัตรา 30 และ 45 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยา เสริมฤทธิ์ domperidone (DOM) ในอัตรา 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ชุดการทดลองที่ 3 ใช้ต่อมใต้สมอง (PG) ในอัตรา 3 โดส ชุดการทดลองที่ 4 ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ BUS ในอัตรา 30 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ DOM ในอัตรา 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ PG 1.5 โดส แบ่งการฉีดให้แม่ปลา 2 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 6 ชั่วโมง และ มีชุดควบคุมฉีดด้วยน้ำกลั่น ส่วนในปลาเพศผู้ทุกชุดการทดลอง ฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ BUS ในอัตรา 10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัมร่วมกับ DOM ในอัตรา10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ผลการทดลองปรากฏดังนี้ จำนวนแม่ปลาวางไข่เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 40+-20, 66.7+-30.6, 66.7+-23.1, และ73.3+-11.6 ตามลำดับ อัตราการปฏิสนธิของไข่เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 66.27+-19.08, 54.32+-9.04, 53.89+-32.47 และ 60.29+-8.74 ตามลำดับ อัตราการฟักไข่เฉลี่ย มีค่าเท่ากับร้อยละ 75.52+-29.16, 71.92+-19.84, 61.27+-40.26 และ 69.49+-13.57 ตามลำดับ อัตรารอดของลูกปลาเฉลี่ย มีค่าเท่ากับร้อยละ 83.31+-12.76, 76.37+-22.97, 68.12+-31.94 และ 74.53+-23.84 ตามลำดับ ส่วนชุดควบคุมแม่ปลาไม่วางไข่

บทคัดย่อ

การศึกษาความสามารถการวางไข่ของปลาบู่ทรายในรอบปี ได้ทำการศึกษาในแม่ปลาบู่ทราย 2 ขนาด คือ ขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 380.00 +- 17.68 กรัม ความยาวเฉลี่ย 28.70 + -1.03 เซนติเมตร จำนวน 5 แม่ และขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 657.00 +- 34.57 กรัม ความยาวเฉลี่ย 36.94 + -0.85 เซนติเมตร จำนวน 5 แม่ โดยใช้บ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร กั้นเป็นคอกขนาด 1 x 2 เมตร ด้วยตาข่ายพลาสติกขนาดตา 3 เซนติเมตร จำนวน 10 คอก ปล่อยพ่อแม่ปลาบู่ทรายคอกละ 1 คู่ และทำการตรวจสอบการวางไข่ พบว่าแม่ปลาบู่ทรายขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 380+-17.68 กรัม มีจำนวนรังไข่รวมเฉลี่ยเท่ากับ 11.60+-2.30 รัง จำนวนไข่รวม 1,532,041.97 ฟอง จำนวนไข่เฉลี่ยต่อรังเท่ากับ 26,414.52+-8,162.14 ฟอง และจำนวนลูกปลารวม 1,072,484.38 ตัว และแม่ปลาบู่ทรายขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 657.00+-34.57 กรัม มีจำนวนรังไข่เฉลี่ยเท่ากับ 10.60+-4.51 รัง จำนวนไข่รวมเท่ากับ 1,406,690.29 ฟอง จำนวนไข่เฉลี่ยต่อรังเท่ากับ 26,541.33+-7,895.09 ฟอง และจำนวนลูกปลารวมเท่ากับ 914,895.00 ตัว เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)

บทคัดย่อ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ เนื่องจากเลี้ยงแล้วจัดการดูแลรักษาและเก็บผลผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย แต่ในฤดูหนาวพบว่ามีปัญหาในการเลี้ยงเนื่องจากปลาไม่กินอาหาร เติบโตช้า เป็นโรคได้ง่ายและตายในที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในการประกอบอาหารสำหรับเลี้ยงเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน การทดลองครั้งนี้ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศต่ำที่สุดของฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2544 ถึง กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2545 บนพื้นที่สูงที่โรงเรียนหม่อมเจ้าเจริญใจ จิตพงษ์ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน การทดลองใช้บ่อซีเมนต์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3 เมตร สูง 0.3 เมตร 16 บ่อ แบ่งเป็น 2 ชุด การทดลอง คือ ชุดการทดลองเลี้ยงในสภาพอากาศปกติจำนวน 4 บ่อ (ทำ 2 ซ้ำ) โดยมีบ่อที่ไม่ปล่อยปลา 2 บ่อ คือ บ่อปลาปกติและบ่อปลาที่ล้อมรอบด้วยปุ๋ยหมัก และบ่อที่ปล่อยปลาดุกด้าน (Clarias batrachus Linnaeus)

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของความหนาแน่นต่อการอนุบาลลูกปลาดุกอุยในกระชัง ได้ดำเนินการ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครสวรรค์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2544 ถึงกันยายน 2545 โดยใช้ลูกปลาดุกอุยอายุ 5 วัน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 0.0084 กรัม และความยาวตัวเฉลี่ย 0.97 เซนติเมตร อนุบาลในกระชังที่อัตราความหนาแน่นแตกต่างกัน 3 ระดับ คือ 1,000, 2,000 และ 3,000 ตัว/ลูกบาศก์เมตร โดยทำการทดลอง 2 ชุด ชุดที่ 1อนุบาลจนอายุครบ 30 วัน และชุดที่ 2 อนุบาลจนอายุครบ 20 วันโดยให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเปอร์เซ็นต์โปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว/วัน วันละ 3 ครั้ง

บทคัดย่อ

การทดลองขยายพันธุ์ใบพายเขาใหญ่โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พบว่าวิธีการฟอกฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเริ่มต้นที่ได้ผลและมีอัตรารอดสูงที่สุด คือ การฟอกฆ่าเชื้อตายอดใบพายเขาใหญ่ โดยการแช่ในคลอรอกซ์ 10 เปอร์เซ็นต์ นาน 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที แล้วแช่ในคลอรอกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์สูตร MS ของ Murashige and Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต 2 ชนิด คือ NAA ความเข้มข้น 0, 0.2, 0.3 และ 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA ความเข้มข้น 0, 1, 2 และ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าอาหาร MS ที่เติม NAA 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA 3 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำให้ตายอดของใบพายเขาใหญ่เกิดต้นอ่อนใหม่ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ในปริมาณมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และปริมาณ NAA ที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มทำให้การชักนำต้นอ่อนของใบพายเขาใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)