ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

ปลากะพงขาวสามารถเจริญเติบโตได้ดีจากการเลี้ยงด้วยปลาเป็ด ซึ่งเป็นอาหารประเภทเนื้อปลาที่ตายแล้ว FCR มีค่าเฉลี่ย 1:11.68 ซึ่งเป็นอัตราส่วนค่อนข้างสูง เนื่องจากได้กำหนดน้ำหนักอาหารเป็น 15% ของน้ำหนักปลาในบ่อ ซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อน เนื่องจากกินอาหารน้อยหรือไม่กิน และจากสภาพแวดล้อมที่ผันแปร ปลาขนาดเล็กต้องการปริมาณอาหารน้อย แต่เจริญเติบโตได้มากกว่าปลาขนาดใหญ่ อัตรารอดจากการเลี้ยง 77.10% ซึ่งอยู่ในอัตราสูงพอสมควร ไม่พบการกัดกินกันเองหรือทำร้ายกันเอง การตายระหว่างการทดลองเกิดจากการพังทะลายของคันดิน และจากน้ำหนักเริ่มต้น 12.8 กก. ได้ผลผลิตรวม 68.6 กก. เมื่อสิ้นสุดการทดลองคิดเป็นน้ำหนักเพิ่มจากเดิม 55.8 กก. คิดเป็นผลผลิต/ไร่ มีค่าเฉลี่ย 445.13 กก.

บทคัดย่อ

ปลากะพงขาวทั้งหมดที่เริ่มทดลอง จำนวน 450 ตัว ตรวจนับครั้งสุดท้ายได้จำนวน 423 ตัว เฉลี่ยเป็น % เหลือรอด 94% ได้ผลผลิตน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด 542.815 กก. FCR 7.22 น้ำหนักปลากะพงขาวเริ่มแรกเท่ากับ 200-300 กรัม เลี้ยง 1 ปีได้น้ำหนัก 1.3-1.6 กก.

บทคัดย่อ

ปลาที่เลี้ยงเพิ่มความยาวจากเดิม 26.6 ซม. เป็นความยาวเฉลี่ย 44.3 ซม. มี % การเจริญเติบโตเดือนละ 5.54% ของความยาวเดิมและจากน้ำหนักเดิม 302.7 กรัม น้ำหนักเฉลี่ย 1374.8 กรัม การเพิ่มน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย/เดือน 29.5% ของน้ำหนักเดิม จำนวนปลาที่เริ่มปล่อย 250 ตัว (2.5 ตัว/ตรม.) เมื่อสิ้นสุดการทดลองนับได้ 219 ตัว เป็นอัตรารอด 87.6% ผลผลิตจากน้ำหนักรวมที่ปล่อย 75.674 กก. ซึ่งวัดเมื่อสิ้นสุดการทดลองได้น้ำหนัก 301.2 กก. (เพิ่ม 225.4 กก.) FCR เท่ากับ 1:9.45

บทคัดย่อ

ปลากะพงขาวที่เลี้ยงด้วยความเค็มต่างกัน 3 ระดับ คือ 32, 20 และ 10 ppt เจริญเติบโตได้น้ำหนักเฉลี่ย 5.250, 7.879 และ 3.828 กรัม ตามลำดับ พบว่าปลาที่เลี้ยงในความเค็ม 20 ppt แตกต่างจากปลาที่เลี้ยงในความเค็ม 32 และ 10 ppt อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ส่วนระหว่างความเค็ม 32 และ 10 ppt ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนอัตราการเจริญเติบโต 0.069, 0.104 และ 0.049 กรัม/วัน เมื่อวิเคราะห์วาเหรียญซ์ ปลาที่เลี้ยงในความเค็ม 20 ppt มีการเจริญเติบโตต่างจากปลาที่เลี้ยงในความเค็ม 32 และ 10 ppt อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ส่วนที่ความเค็ม 32 และ 10 ppt ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง อัตรารอดมีค่า 78.89, 83.33 และ 63.33% ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์วาเหรียญซ์ ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโตอัตราการเจริญเติบโตและอัตราการอยู่รอดปรากฎว่าปลากะพงขาววัยรุ่นที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเค็ม 20 ppt ดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับความเค็ม 32 และ 10 ppt ซึ่งมีการเจริญเติบโตและอัตราการเจริญเติบโตไม่แตกต่างกันทางสถิติ

บทคัดย่อ

ปล่อยปลาในอัตรา 15, 25 และ 35 ตัว/ตรม. น้ำหนักเริ่มต้นเท่ากับ 44, 42.74 และ 42.33 กรัม ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลองน้ำหนักเฉลี่ยปลาเท่ากับ 1198.22, 1121.59 และ 1141.79 กรัม ตามลำดับและจากการวิเคราะห์ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อเท่ากับ 6.03, 5.67 และ 5.49 ตามลำดับทั้ง 3 อัตราปล่อยไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (P>0.05) ผลผลิตเรียงตามลำดับ อัตราการปล่อยเท่ากับ 159.86, 112.16 และ 71.9 กก./กระชัง และจากการวิเคราะห์พบว่า อัตราปล่อยมีผลทำให้ผลผลิตปลากะพง/กระชัง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01) ดังนั้น การเลี้ยงปลากะพงขาวขนาด 13-14 ซม. ให้ได้ขนาดตลาดควรปล่อยเลี้ยงในอัตราการปล่อย 35 ตัว/ตรม.

บทคัดย่อ

ทำการทดลองในบ่อดินขนาด 0.5 ไร่ ที่ความลึกเฉลี่ย 1 เมตร ปล่อยลูกปลาอายุ 12 วัน 600,000 ตัว/ไร่ ทดลอง 28 วัน ได้ลูกปลา 3,630 อัตรารอด 1.21% ได้ลูกปลาขนาดกลางเป็น % สูงสุดคือ 87.4% ยาว 2.5-5 ซม. ลูกปลาอายุ 17 วัน ปล่อย 300,000 ตัว/ไร่ เลี้ยง 18 วัน ระหว่างเลี้ยงเสริมลูกน้ำให้กับปลาทดลอง มีลูกปลาเหลือรอด 24,450 ตัว อัตรารอด 16.30% ได้ลูกปลาเล็กเป็น % สูงสุด 87.43% ยาว 2.5 ซม. ทดลองเลี้ยงลูกปลาอายุ 17 วัน ปล่อย 150,000 ตัว/ไร่ ทดลอง 28 วัน ระหว่างเลี้ยงใช้เนื้อปลาสับละลายน้ำสาดให้กิน มีลูกปลาเหลือรอด 6,810 ตัว อัตรารอด 9.08% ได้ลูกปลาขนาดต่ำกว่า 2.5 ซม. และ 2.5-5 ซม. มี % รอดใกล้เคียงกัน คือ 58.96 และ 37.34-87.4% อัตรารอดที่ได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะลูกปลาอยู่ในระยะกินกันเอง เมื่ออาหารไม่เพียงพอหรือไม่เหมาะสม

บทคัดย่อ

The experiment was carried out to study the possibilit of using another kind of fod , instead of rotifer , Brachionus plicailis., for rearing lavae just starting toeat. It was carried put twice in 30 litre panligth tanks, each containing 500 lavae. Living rotifer , boiled egg yolk of chicken , and frozen rotifer were fed to seabass larvae during May 7 1983 to May 13 1983 , and July 2 1983 to July 14 1983. The growth and survival rates of the larvae fed with living rotifer were significantly different from those of the larvae fed with boiled egg yolk or frozen rotifer. But the growth and the survival rates of the larvae fed with boiled egg yolk and frezon rotifer were not significantly different from each other. Througout the experiment , water salinity in the tanks was between 30.0-33.1 ppt. and 29.34 ppt., pH between 8.1-8.52 and 7.8-8.05 and temperature between 28.1-32.9 oC and 26.5-29.6 oC

บทคัดย่อ

ลูกปลากะพงขาวที่เลี้ยงด้วยอาหารผสม เนื้อปลา:รำ อัตรา 8:2 ให้ผลการเจริญเติบโตดีที่สุด คือ มีความยาวเฉลี่ย 33.63% และน้ำหนักเฉลี่ย 101.94%/เดือน รองลงมาเป็นสูตร เนื้อปลา:รำ ในอัตรา 7:3 คือมีความยาวเฉลี่ย 24.08%และน้ำหนักเฉลี่ย 79%/เดือน และสูตรปลา:รำในอัตรา 6:4 ความยาวเฉลี่ย 13.88% และน้ำหนัก 75.75% สอดคล้อง กับที่ว่า ปลากะพงขาวเป็นปลากินเนื้อ และสูตรที่มีเนื้อปลาเป็นอัตราส่วนสูงจึงเลี้ยงปลากะพงขาว ได้ดี ที่สุด

บทคัดย่อ

อัตรารอดตายเฉลี่ยลูกปลาที่กินโรติเฟอร์อย่างเดียว 40.43% กินโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย 47.57% และกินโรติเฟอร์ และ ไรแดง 19.05% ซึ่งมีอัตรารอดรต่ำที่สุดเนื่องจากหลังจากหยุดให้โรติเฟอร์เปลี่ยนมาให้ไรแดง ลูกปลายังมีขนาดเล็กเกิน ที่จะกินไรแดง ได้ ทำให้อดตายในที่สุด ดังนั้นลูกปลาในระยะที่เริ่มกินอาหาร ไรน้ำที่เหมาะสมคือ อาร์ทีเมีย และ เมื่อลูกปลาอายุ 7 วัน จะเริ่มกินอาร์ทีเมียได้ ส่วนไรแดงเหมาะกับลูกปลาอายุ 10 วัน และจากการนำลูกปลา ที่เลี้ยงด้วย โรติเฟอร์อย่างเดียวอายุ 20 วันอัตรารอดตาย 40.43%มาอนุบาลต่อโดยให้กิน ไรแดงเมื่ออายุได้ 35 วัน มีอัตรารอดตาย 91.40% และมีความยาวเฉลี่ย 1.5 ซม. สามารถตัดอาร์ทีเมียออกจาก ขั้นตอนอนุบาลได้ โดยต้องเพาะโรติเฟอร์ และ ไรแดงให้ทันเวลา และให้ปริมาณมากพอกับความต้องการ เพื่อลดต้นทุน ในการผลิ

บทคัดย่อ

เมื่อลูกปลาอายุ 15-20 วัน เมื่อให้ลูกปลากินเนื้อปลา และกุ้งเคยเป็นอาหารจะยังไม่ค่อยกินอาหารเนื่องจาก ยังมีนิสัยชองกินอาหารมีชีวิต ทำให้ผอมบางและตายในที่สุด แต่พวกที่กินไรแดงยังกินอาหารได้ปกติ จึงยัง เหมาะแก่การใช้เป็นอาหารแก่ลูกปลาอายุ 20 วันขึ้นไป และควรฝึกให้กินสลับกับไรน้ำ ที่มีชีวิตด้วย เพื่อให้ปลา เคยชิน จึงหยุดให้ไรแดงให้กินเนื้อปลาและกุ้งอย่างเดียว แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าลูกปลาที่เลี้ยงโดยใช้ เนื้อปลา เป็นอาหารดีที่สุดเพราะได้เกิด โรคระบาดระหว่างการทดลองเมื่อลูกปลาอายุได้ 40 วัน ทำให้ปลาตายมาก และมีอัตรารอดโดยทั่วไปต่ำ