สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

กระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์เช่น ผักอินทรีย์ได้ผลิตและวางขายในตลาดมาเป็นเวลาช้านานแล้ว สำหรับสินค้าประมง เช่น สัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่งเริ่มดำเนินการ ด้วยประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้ากุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน จึงได้จัดทำวิธีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำหรือกุ้งทะเลด้วยระบบอินทรีย์ โดยได้เริ่มต้นจัดทำแนวทางและข้อกำหนดการเลี้ยงสัตว์ระบบอินทรีย์ ประกอบด้วยหัวข้อหลัก 11 ข้อ ได้แก่ 1. การเตรียมตัวของเจ้าของฟาร์มและเจ้าหน้าที่ฟาร์ม 2. การเลือกสถานที่และการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม 3. การจัดการเลี้ยงทั่วไปและการเตรียมบ่อ 4. การคัดเลือกและการปล่อยลูกกุ้ง 5. อาหารและการให้อาหาร 6. การจัดการสุขภาพกุ้ง 7. น้ำทิ้งและตะกอนเลน 8. การจับและจำหน่าย 9. ความรับผิดชอบทางสังคม 10 การรวมกลุ่มและการฝึกอบรมและ 11. ระบบการเก็บข้อมูล

การจัดทำแนวทางและข้อกำหนดการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์ได้พยายามเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล และองค์กรรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ โดยได้สาธิตและทดลองจัดส่งสินค้าออกสู่ตลาดโลกแล้ว โดยหวังว่าเกษตรกรจะมีความสนใจมาเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์กันเพิ่มมากขึ้นและสามารถส่งออกเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกในอนาคตอันใกล้นี้

Abstract

The world market demand for organic agriculture products has been recently increased. Whilst organic vegetable has been sold in the market for some years, organic shrimp production has been started to develop and to practice not long ago. As a matter of fact, since 1991 Thailand has been playing as a leading role in the world market for the production of marine shrimp from aquaculture. Due to the commercial importance of this commodity and the increase demand for organic shrimp, both guidelines and regulations to produce in such way have been adopted.

1.สำนักวิชาการ กรมประมง เขตจตุจักร กทม.

2.ส่วนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง เขตจตุจักร กทม.

The control throughout the production process address the followings: 1. Farm owner and staff

training 2. Site selection and environmental friendly practice 3. Farm management and culture pond preparation 4. Shrimp fry selection and stocking density 5. Feed and feeding 6. Shrimp health management 7. Effluent and bottom sediment 8. Harvesting and marketing 9. Social responsibility 10. Association and training and 11. Documentation.

These guidelines and regulations are conforming to the intentional standards set up to certify organic agriculture and aquaculture products. As present, trialist organic farms have been producting, processing and distributing shrimp to the world market following the procedure in accordance with the technical standards and regulations governing the European Union organic agriculture and aquaculture. It is hoped that in Thailand this preliminary phase of organic marine shrimp farming will be followed by a widely diffused practice in the near future.

1. คำนำ

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังตื่นตัวบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยวิธีธรรมชาติ เช่น การปลูกพืช และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบอินทรีย์ (Organic farming) เนื่องจากพบว่าการผลิตโดยวิธีเคมี นอกจากอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคแล้ว ยังทำให้ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมขาดความสมดุลย์ มีผลให้อาชีพเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงมีผลกระทบและไม่ยั่งยืน การเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ นอกจากจะแก้ปัญหายาและสารเคมีตกค้าง ยังช่วยลดต้นทุนลดการนำเข้าสารเคมีและยา อีกทั้งการเลี้ยงระบบอินทรีย์ยังช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมคือสิ่งมีชีวิตในดินและน้ำให้มีความหลากหลายและสมดุลย์ การปลูกพืชด้วยระบบอินทรีย์ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานแล้ว แต่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำด้วยระบบอินทรีย์ เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ไม่นานนัก และกำลังได้รับความมั่นใจของตลาดผู้บริโภคเพิ่มขึ้นตามลำดับ      ด้วยศักยภาพการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของประเทศไทยที่สามารถส่งออกได้เป็นอันดับหนึ่งของโลกมาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน ในท่ามกลางปัญหาโรคไรรัส ยาตกค้าง กุ้งโตช้า ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำลง ผลผลิตรวมลดลง ราคาตลาดต่ำลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่รัฐและผู้ประกอบการของประเทศไทยก็สามารถร่วมแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง จึงเป็นการควรแก่เวลาแล้วที่ผู้เลี้ยงกุ้งส่วนหนึ่งจะปรับมาดำเนินการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลด้วยระบบอินทรีย์ ทั้งนี้เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงกุ้ง และชื่อเสียงด้านคุณภาพเป็นหนึ่งของกุ้งไทย อีกทั้งเกษตรกรก็มีความชำนาญในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลหลากหลายวิธี มีฟาร์มที่สามารถปรับเข้าระบบอินทรีย์ได้ไม่น้อยและรัฐให้การสนับสนุน นอกจากนั้นแล้วผลิตภัณฑ์กุ้งเลี้ยงโดยระบบอินทรีย์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคระดับรายได้สูงอยู่ในขณะนี้อีกด้วย

เอกสารฉบับนี้ได้พยายามรวบรวมและประยุกต์จากเอกสารการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบบอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น Standards for Organic Aquaculture (TUN,Vottunarstofa, Iceland), International Federation of Organic Agriculture Movements (IFOAM) (United Kingdom), Naturland Standards for Organic Aquaculture (German) และ Bioagricert (Italy) สำหรับระบบการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ของ Bioagricert ได้เริ่มมาดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรในประเทศไทยได้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำ และรับรองผลิตภัณฑ์ส่งไปจำหน่ายในตลาดโลกแล้ว นอกจากนั้นแล้วเอกสารฉบับนี้ได้พยายามประยุกต์วิธีการให้เป็นรูปแบบของประเทศไทย และพยายามสร้างความเชื่อมโยงในระบบรับรองกับองค์กรต่างประเทศ เพื่อให้ระบบรับรองเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภคในต่างประเทศ

2.แนวทางและข้อกำหนดการเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์

2.1การเตรียมตัวของเจ้าของฟาร์ม และเจ้าหน้าที่ฟาร์ม

เจ้าของฟาร์มที่ตั้งใจจะปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงมาเป็นการเลี้ยงระบบอินทรีย์ ต้องทำการศึกษาระบบการเลี้ยงอินทรีย์ ให้เข้าใจทุกขั้นตอน พร้อมทั้งมีความตั้งใจที่จะเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์อย่างจริงจัง และจัดทำคู่มือการเลี้ยงของฟาร์มตัวเองให้ชัดเจน เพื่อจะได้ดำเนินการเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องให้เจ้าหน้าที่ทุกนายเข้าใจระบบเลี้ยงกุ้งอินทรีย์อย่างถ่องแท้ เพื่อจะไม่ให้มีปัญหาหรือประสบอุปสรรคในระหว่างการเลี้ยง โดยสามารถสรุปหลักการได้ดังนี้

1. เจ้าของฟาร์มต้องสนใจว่าตลาดกุ้งอินทรีย์อยู่ที่ไหน มีปริมาณความต้องการมากน้อยเพียงใด

2. เจ้าของฟาร์มต้องศึกษาระบบการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ให้เข้าใจทุกขั้นตอน

3. เจ้าของฟาร์มต้องมีความตั้งใจเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ และผลิตโดยมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

4. เจ้าหน้าที่ฟาร์มทุกนายต้องศึกษาและเข้ารับการฝึกอบรมการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ โดยให้เข้าใจทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

5. ต้องจัดทำคู่มือการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ประจำฟาร์ม

6. ต้องดำเนินการจัดทำสมุดบันทึกการเลี้ยงโดยให้สอดคล้องกับคู่มือการเลี้ยง

2.2 การเลือกสถานที่และการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม

การเลือกสถานที่เลี้ยงนับว่าเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญในการประกอบอาชีพการเลี้ยงกุ้งทะเล แต่การเลือกสถานที่เลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ จำเป็นต้องรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้คงสภาพเดิมไว้มากที่สุด แหล่งที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ควรอยู่ใกล้ชายทะเล รักษาสภาพป่าชายเลนบริเวณฟาร์มไว้ให้คงสภาพสมบูรณ์ หรือต้องดำเนินการปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติมในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อเป็นการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถสรุปข้อกำหนดได้ดังนี้

1. เจ้าของฟาร์มควรทราบประวัติการใช้ประโยชน์ของพื้นที่เพื่อประเมินสภาวะเสี่ยงเกี่ยวกับสารตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรและมลภาวะต่างๆ

2. สถานที่เลี้ยงควรอยู่ใกล้ชายทะเลมีน้ำทะเลขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอและมีความเค็มและคุณภาพของน้ำเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งทะเล

3. มีสภาพดินเหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งทะเล คือ ดินเหนียว หรือดินเหนียวปนทราย ควรหลีกเลี่ยงการขุดบ่อเลี้ยงในสภาพดินกรดหรือดินที่มีอินทรีย์สารต่างๆสูง

4. ไม่อยู่ในอิทธิพลของแหล่งกำเนิดมลพิษ

5. ต้องรักษาป่าชายเลน หรือดำเนินการปลูกป่าชายเลนบริเวณฟาร์มเลี้ยง

6. ต้องจดทะเบียน/ขึ้นทะเบียน/เป็นสมาชิกผู้เลี้ยงกุ้งกับกรมประมง

2.3 การจัดการทั่วไปและการเตรียมบ่อ

การจัดการบ่อเลี้ยงที่ดีและการเตรียมบ่อที่ดีจะป้องกันปัญหาดินเสีย น้ำเสีย การระบาดของโรคไม่ลดความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำชายฝั่ง โดยรวมแล้วคือสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเน้นไม่ใช้ยาและสารเคมี ข้อกำหนดมีดังนี้

1. ควรมีการวางผังฟาร์มเลี้ยงไว้ถูกต้องตามหลักวิชาการโดยมีบ่อพักน้ำไม่ต่ำกว่า 30% โดยสามารถเก็บน้ำและบำบัดได้ 100% ในขณะที่ถ่ายน้ำจับกุ้ง

2. ควรเลี้ยงระบบปิด หรือถ่ายน้ำหมุนเวียนภายในฟาร์ม แต่สามารถถ่ายน้ำได้บ้างเล็กน้อย ประมาณไม่เกิน 5% ในช่วงเดือนท้ายๆ ของการเลี้ยง

3. ควรเตรียมดินก้นบ่อให้มีความพร้อมในการเลี้ยงกุ้ง เช่น การไถพรวนดิน ไม่ให้มีตะกอนดินเน่าเสียหลงเหลืออยู่ บางครั้งอาจจะต้องขนดินเน่าเสียบางส่วนไปเก็บรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพในบริเวณอื่น

4. สามารถใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหินฟอสเฟส และโปแตสเซียม ปูนขาว ปูนเผา ปูนมาล และซีไอไลท์ ในการเตรียมบ่อเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติและปรับปรุงคุณภาพดินได้

5. ไม่อนุญาตให้ใช้ปุ๋ยเทศบาลหรือปุ๋ยหมักจากขยะในเมือง

6. ไม่อนุญาตให้ใช้จุลินทรีย์และผลผลิตจากจุลินทรีย์ ที่มีการดัดแปลงทางพันธุกรรม

7. เครื่องเพิ่มอากาศควรติดตั้งทั้งผิวน้ำและหน้าดิน เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของกุ้งเลี้ยงและอาหารธรรมชาติหน้าดิน

8. เครื่องเพิ่มอากาศผิวน้ำควรติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อลดการกัดเซาะคันบ่อ

9. ควรมีตะแกรงและถุงกรองกันศัตรูกุ้งเข้าบ่อเลี้ยงแทนการใช้สารเคมี

10. การรักษาคุณภาพน้ำในบ่อ โดยการปล่อยกุ้งและกำหนดอัตราการให้อาหารไม่เกินศักยภาพการรองรับของระบบเลี้ยง

11. การดำเนินการเลี้ยงตามวิธีการจัดการคุณภาพกุ้งที่ดี

12. ห้ามใช้สารเคมีทุกชนิดเพื่อฆ่าหญ้าภายในฟาร์ม

13. ที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่ฟาร์ม สำนักงาน โรงเก็บอาหารและโรงพัสดุ ควรจัดเรียบร้อย และเก็บอุปกรณ์เป็นที่

14. ห้องส้วมควรสร้างให้ถูกสุขอนามัยด้วยระบบบำบัดในตัว (ถัง Z) และอยู่ห่างจากบ่อเลี้ยง

2.4 การคัดเลือกและการปล่อยลูกกุ้ง

การคัดเลือกลูกกุ้งเป็นปัจจัยที่จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จในการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี ลูกกุ้งที่มีคุณภาพดี จะเลี้ยงง่าย โตเร็ว และจะมีอัตราการรอดตายสูง ความหนาแน่นของการปล่อยลูกกุ้ง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบการจัดการเลี้ยง ถ้าปล่อยลูกกุ้งหนาแน่นก็จำเป็นต้องให้อาหารมาก โอกาสที่น้ำในบ่อเลี้ยงจะเสียได้ง่าย กุ้งจะเครียดและมีโอกาสเป็นโรคในที่สุด นอกจากนั้นแล้วน้ำทิ้งจะมีปริมาณสารอินทรีย์ความเข้มข้นสูงกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการคัดเลือก และการปล่อยลูกกุ้งมีดังนี้

1. เลือกซื้อลูกกุ้งจากโรงเพาะฟักที่ใช้แม่กุ้งจากทะเลลึกและเลี้ยงด้วยวิธีการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะที่ได้การรับรอง GAP หรือ CoC จากกรมประมง

2. เลือกซื้อลูกกุ้ง แข็งแรง โตไว โตสม่ำเสมอ ผ่านการทดสอบแบบ วนัชสุนทร (Stress test)

3. เลือกซื้อลูกกุ้งที่ไม่ได้มาจากพ่อแม่ตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMO)

4. ตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นไป ควรซื้อลูกกุ้งจากโรงเพาะฟักลูกกุ้งอินทรีย์

5. ควรปล่อยลูกกุ้ง PL15 จำนวนไม่เกิน 32 ตัว/ตารางเมตร หรือประมาณ 50,000 ตัว/ไร่

2.5 อาหารและการให้อาหาร

อาหารสำหรับการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์จำเป็นต้องเป็นอาหารที่ผลิตจากวัสดุดิบอินทรีย์ ไม่ใช้วัตถุอาหารที่ได้จากการดัดแปลงทางพันธุกรรม (GMOs) นอกจากนั้นแล้ววิธีการจัดการให้อาหารอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศษอาหารเหลือน้อย อัตราการแลกอาหารเป็นเนื้อต่ำ และสามารถลดปัญหาสิ่งแวดล้อมในบ่อเลี้ยงได้เป็นอย่างดี สำหรับข้อกำหนดมีดังนี้

1. ควรให้อาหารกุ้งอินทรีย์ที่มีวิธีการผลิตโดยสังเขปดังนี้

- ใช้ปลาป่นเป็นแหล่งโปรตีนหลักไม่ใช้กากถั่วเหลืองซึ่งผลิตจากถั่วที่ได้จากวิธีตัดต่อทางพันธุกรรมหรือสกัดด้วยตัวทำละลาย

- สารและวัสดุอื่นๆ ในส่วนผสมหลักของสูตรอาหารกุ้ง รวมทั้งสารเหนียวควรเป็นสารอินทรีย์เท่านั้น

- สามารถใช้อาหารเสริมและวิตามิน ที่เป็นสารที่ผลิตโดยวิธีอนินทรีย์ได้ไม่เกิน 5%

2. ไม่อนุญาตให้ใช้สารสังเคราะห์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต และกระตุ้นการกินอาหาร

3. ห้ามใช้สารเคมีหรือวัตถุสังเคาะห์อื่นๆ ที่ห้ามใช้ในสัตว์น้ำที่ประกาศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์

4. ควรใช้อาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งที่มีคุณภาพดี และวิธีการให้อาหารที่มีประสิทธิภาพ

5. อาหารกุ้งควรเก็บไว้บนขาตั้งไม้ในที่ร่ม เย็น แห้ง อากาศถ่ายเทดี

6. ควรให้อาหารสดในกรณีจำเป็นเท่านั้น และควรมีวิธีการจัดการที่ดีเพื่อป้องกันน้ำเสีย

2.6 การจัดการสุขภาพกุ้ง

การดูแลสุขภาพกุ้งจะช่วยลดความเครียดของกุ้ง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตปกติ มีอัตราการรอดตายสูง การดูแลสุขภาพจะเกี่ยวข้องกับระบบการจัดการหลายๆ ด้าน เช่น การจัดการการให้อาหาร การจัดการคุณภาพน้ำและดินในบ่อเลี้ยง การเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์จะไม่สามารถใช้ยาและสารเคมีเหมือนกับการเลี้ยงโดยทั่วไปได้ นอกจากการใช้สารเคมีบางชนิด ที่อนุญาตให้ใช้ในการจัดการปรับปรุงคุณภาพน้ำและดิน และการจัดการสุขภาพกุ้งเบื้องต้น ข้อกำหนดการดูแลคุณภาพกุ้งมีดังนี้

1. ควรตรวจสุขภาพกุ้งควบคู่กับการตรวจคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงอยู่เป็นประจำ

2. สารที่อนุญาตให้ใส่ได้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ เพื่อให้กุ้งเลี้ยงคลายเครียดหรือให้ใช้เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคและป้องกันรักษาโรค ได้แก่

2.1) ใช้ probiotic จุลินทรีย์และสมุนไพรที่ผลิตจากพันธุ์ปกติ ไม่ได้ตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)

2.2) Iodophor สำหรับฆ่าเชื้ออุปกรณ์และเครื่องใช้ต่างๆ

2.3) Hydrogen peroxide และ Sodium hypochloride สำหรับช่วยลดปริมาณแพลงต์ตอนและปรับปรุงคุณภาพน้ำ

2.4) Chloroform, Chloramine,กรด Acetic,กรด Citric,กรด formic ซึ่ง สามารถใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำและลดปริมาณแพลงตอนในบ่อเลี้ยงได้

3. ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะ, สารเคมีและวัตถุต่างๆที่ไม่ได้กล่าวมาในข้อ 2 อย่างเด็ดขาด

4. ห้ามใช้วัคซีนที่ทำจากเชื้อตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)

5. ห้ามใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์

6. ถ้าเกิดโรคหรือโรคระบาดต้องปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมากขึ้นเพื่อช่วยให้กุ้งคลายเครียดหรือใช้สมุนไพร ถ้าอาการจะไม่ดีขึ้น ควรจับกุ้งขายทันที

7. ควรมีมาตราการป้องกันการระบาดของโรคจากบ่อหนึ่งไปยังอีกบ่อหนึ่งและจากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่ง

2.7 น้ำทิ้งและตะกอนเลน

น้ำทิ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งประกอบด้วยธาตุอาหาร ตะกอนจุลินทรีย์ แพลงต์ตอน และสารอื่นๆ อยู่ในระดับสูง วิธีการจัดการเลี้ยงที่ดีจะช่วยให้น้ำทิ้งมีคุณภาพและลดปริมาณการทิ้งน้ำได้ ควรหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำทิ้งที่เหมาะสมและพยายามลดปริมาณน้ำทิ้ง ตะกอนเลนควรมีวิธีกำจัดหรือมีวิธีการนำไปใช้หรือทิ้ง โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการน้ำทิ้งและตะกอนเลนมีดังนี้

1. ควรบำรุงรักษาคลองในระบบฟาร์มและคันบ่อเพื่อลดการกัดเซาะและป้องกันการเน่าเสียของตะกอนเลนก้นคลอง

2. ลดปริมาณการทิ้งน้ำโดยปรับเปลี่ยนเป็นการเลี้ยงระบบปิดหรือถ่ายน้ำหมุนเวียน

3. ควรพิจารณาการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติในบ่อเลี้ยงในกรณีที่จำเป็น พร้อมด้วยวิธีการให้อาหารที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดเศษอาหารเหลือ

4. ควรเก็บรักษาเชื้อเพลิง อาหารกุ้งและอุปกรณ์ต่างๆ ในลักษณะที่ดีเพื่อป้องกันการรั่วปนเปื้อนลงในน้ำและควรมีแผนการป้องกันแก้ไขเมื่อเกิดปัญหา

5. น้ำทิ้งต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานก่อนปล่อยหรือระบายทิ้งดังนี้

5.1) pH อยู่ระหว่าง 6.5-9.0

5.2) BOD ไม่เกิน 20 มก./ล.

5.3) ตะกอนแขวนลอย (ss) ไม่เกิน 70 มก./ล.

5.4) แอมโมเนียรวม ไม่เกิน 1.1 มก./ล.

5.5) ฟอสฟอรัสรวม ไม่เกิน 0.4 มก./ล.

5.6) ไนโตรเจน ไม่เกิน 4.0 มก./ล.

5.7) ไฮโตรเจนซัลไฟด์ ไม่เกิน 0.01 มก./ล.

6. ควรระวังการถ่ายเทน้ำออกจากบ่อเลี้ยงเพื่อไม่ให้เกิดตะกอนลอยฟุ้งและควรมีวิธีลดความเร็วของน้ำในคลองน้ำทิ้งและปลายคลอง

7. ควรออกแบบระบบน้ำทิ้งที่ไม่มีผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและบริเวณทิ้งน้ำ

8. ไม่ควรทิ้งน้ำลงคลองน้ำจืดและแหล่งเกษตรกรรม

9. ตะกอนจากบ่อเลี้ยง คลองหรือบ่อเก็บน้ำ ควรเก็บไว้ใช้ถมหรือเสริมบริเวณที่ถูกกัดเซาะ หรือเลือกวิธีการทิ้งที่ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

10. ควรมีระบบสาธารณสุขสำหรับเจ้าหน้าที่ของฟาร์ม

11. ขยะและสิ่งปฏิกูลจากฟาร์มควรมีการทิ้งและกำจัดอย่างถูกวิธี

12. การจัดการฟาร์มควรถูกต้องตามกฎระเบียบของทางราชการ

13. ผู้จัดการควรประเมินวิธีการ การจัดการของเสียดังกล่าวและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

2.8 การจับกุ้งและจำหน่าย

การจับกุ้งก็มีความสำคัญในการรักษาคุณภาพกุ้งและการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมวิธีการจับกุ้งที่ดี เช่น การจับในเวลาที่รวดเร็ว มีการทำความสะอาดตัวกุ้งเบื้องต้น การแช่เย็นอย่างรวดเร็วและการขนส่งอย่างถูกวิธี จะสามารถรักษาคุณภาพและความสดของกุ้งได้อย่างมาก นอกจากนั้นแล้ววิธีจำหน่าย เช่น การจำหน่ายโดยตรงต่อผู้แปรรูป(ห้องเย็น)ก็จะเป็นวิธีการช่วยรักษาคุณภาพและความสดของกุ้งได้อีกวิธีหนึ่ง ข้อกำหนดสำหรับการจับและจำหน่ายมีดังนี้

1. เกษตรกรต้องวางแผนการจับและจำหน่ายอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการรักษาความสด

2. ควรมีการตรวจสารเคมีตกค้างในตัวกุ้งก่อนการจับ

3. การจับต้องป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและการปนเปื้อนเพิ่มเติมของก้นบ่อโดยงดเว้นการใช้สารเคมีช่วยในการจับกุ้ง

4. ในกรณีที่ว่าจ้างการจับกุ้ง เกษตรกรต้องควบคุมให้มีการจับตามวิธีข้อ 3

5. เกษตรกรควรพยายามจำหน่ายกุ้งโดยตรงกับผู้แปรรูป เพื่อเป็นการรักษาความสดของกุ้ง

6. เกษตรกรต้องพยายามส่งเสริมให้มีระบบที่เก็บรักษาความสดในการขนส่งกุ้ง และวัสดุที่ใช้ เช่น น้ำแข็งต้องสะอาดและถูกสุขอนามัยไม่เพิ่มความปนเปื้อนลงในวัตถุดิบกุ้งที่จับ

7. จัดให้มีระบบบันทึกการจับ โดยให้สามารถสอบกลับได้

2.9 ความรับผิดชอบทางสังคม

ปัญหาระหว่างผู้เลี้ยงกุ้งกับประชาชนในท้องถิ่นและปัญหาระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างส่วนใหญ่เป็นปัญหาแรงงานซึ่งค่อนข้างซับซ้อน วิธีการบริหารฟาร์มที่ดีจะสามารถทำให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากประเทศไทยมีฟาร์มขนาดเล็กอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การจัดระบบองค์กรผู้เลี้ยงจะเป็นแนวทางหนึ่งในการรวมกลุ่มเพื่อให้การเลี้ยงมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

1. ผู้เลี้ยง หรือองค์กรผู้เลี้ยงควรมีการพบปะกับชุมชนท้องถิ่นเป็นครั้งคราว

2. ผู้เลี้ยงหรือองค์กรผู้เลี้ยงควรพยายามใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างประหยัดและส่งเสริมการปลูกป่าชายเลน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนท้องถิ่นและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

3. ผู้เลี้ยง หรือองค์กรผู้เลี้ยงควรช่วยเหลือชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่นสาธารณสุข ความปลอดภัยและการศึกษา

4. ผู้เลี้ยง หรือองค์กรผู้เลี้ยงควรสร้างความเข้าใจในหน้าที่ และระบบการทำงานขององค์กรฟาร์มให้แก่ลูกจ้าง

5. ควรพิจารณาจ้างแรงงานท้องถิ่น

6. ควรจัดจ้างแรงงานตามกฎหมาย

7. ควรมีระบบสวัสดิการต่อแรงงานอย่างครบถ้วน

8. ควรมีนโยบายระบบการจัดการฟาร์มที่ชัดเจน

2.10 การรวมกลุ่มและการฝึกอบรม

จากข้อมูลการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย พบว่าการรวมกลุ่มผู้เลี้ยง โดยมีการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคนิคและการจัดการเลี้ยงจะช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การพัฒนาสู่การเลี้ยงกุ้งอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ คำแนะนำสำหรับการรวมกลุ่มและการฝึกอบรมมีดังนี้

1. ควรมีการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ

2. ควรเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านวิชาการ ทั้งการจัดการการเลี้ยง และการใช้ปัจจัยการผลิต

3. ควรเข้าร่วมการฝึกอบรมด้านกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง

4. ควรส่งเสริมด้านจริยธรรมและคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

2.11 ระบบการเก็บข้อมูล
    ระบบการจัดการเพื่อการเลี้ยงกุ้งทะเลสามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับมีการแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีระบบการเก็บข้อมูลของการเลี้ยงที่ดี เพื่อสามารถทบทวนข้อมูลนำไปสู่การปรับปรุงระบบ เพื่อการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพหรือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในรุ่นต่อๆไปได้ หรือในกรณีที่มีปัญหาในการเลี้ยง เช่นปัญหาโรคระบาด ผู้เลี้ยงสามารถนำข้อมูลที่เก็บไว้มาพิจารณาเพื่อหาสาเหตุและหาลู่ทางเพื่อการปรับปรุงแก้ไขในการเลี้ยงรุ่นต่อไปได้ ข้อมูลที่ควรเก็บมีดังนี้

1. การเตรียมตัวของเจ้าของฟาร์มและเจ้าหน้าที่ฟาร์ม

2. การเลือกสถานที่และการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม

3. การจัดการการเลี้ยงทั่วไปและการเตรียมบ่อ

4. การคัดเลือกและการปล่อยลูกกุ้ง

5. อาหารและการให้อาหาร

6. การจัดการสุขภาพกุ้ง

7. น้ำทิ้งและตะกอนเลน

8. การจับและจำหน่าย

9. ความรับผิดชอบทางสังคม

10. การรวมกลุ่มและการฝึกอบรม

11. รายละเอียดเรื่องการเลี้ยงทั้งหมด

แนวทางและข้อกำหนดสำหรับการเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์
guideline and Regulation for Organic Marine

มะลิ บุณยรัตผลิน1 นิพนธ์ ศิริพันธ์1 สิริ ทุกขวินาศ2