สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาในประเทศไทยมักประสบกับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและตะกอนดินระหว่างการเลี้ยงกุ้ง กรมประมงได้นำเอาระบบการเลี้ยงกุ้งแบบสมดุลนิเวศ ที่เน้นการจัดการบำบัดน้ำทิ้งและตะกอนเลนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องในระหว่างเลี้ยง เข้ามาทดสอบสาธิตในพื้นที่เลี้ยงกุ้งของเอกชนรายย่อยในเขตอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและตะกอนดินระหว่างเลี้ยงและข้อมูลการผลิตกุ้งในบ่อที่จัดการลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบสมดุลนิเวศที่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยง 42 ตัว/ตรม. เปรียบเทียบกับบ่อที่จัดการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาทั่วๆ ไปที่ปล่อยกุ้ง 31 ตัว/ตรม.

บ่อเลี้ยงกุ้งแบบสมดุลนิเวศที่ศึกษามีขนาด 3 ไร่ แบ่งใช้พื้นที่ 1.5 ไร่เป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง พื้นที่ที่เหลืออีก 1.5 ไร่เป็นบ่อบำบัดน้ำหมุนเวียนจำนวน 2 บ่อ รักษาสภาพน้ำและดินระหว่างเลี้ยงโดยใช้ แอร์ลิฟท์ (Air Lift) ในการหมุนเวียนบำบัดน้ำและคราดพรวนเลนเพื่อรักษาคุณภาพตะกอนดินระหว่างเลี้ยง ผลจากการศึกษาพบว่าในระยะเวลาเลี้ยงกุ้ง 131 วัน สามารถผลิตกุ้งจากบ่อเลี้ยงกุ้งแบบสมดุลนิเวศและบ่อแบบพัฒนาทั่วไปได้เท่ากับ 1,150 และ 2,468 กก./บ่อ โดยมีอัตราการเจริญเติบโตเท่ากับ 0.12 และ 0.13 ก./วัน และมีต้นทุนการผลิตเท่ากับ 132 และ 167 บาท/กก. ตามลำดับในด้านคุณภาพน้ำพบค่าพีเอช ความโปร่งใส และบีโอดี ของบ่อแบบสมดุลนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าบ่อเลี้ยงกุ้งทั่วไป แต่พบว่าธาตุอาหารที่ละลายอยู่ในน้ำเพิ่มปริมาณมากขึ้นในช่วงท้ายๆ ของการเลี้ยง โดยเฉพาะค่าไนไตรท์เท่ากับ 0.8 มก./ล. ซึ่งสูงกว่าระดับเหมาะสมในการจัดการเลี้ยงกุ้ง และพบว่าคุณภาพน้ำในบ่อบำบัดของบ่อเลี้ยงกุ้งสมดุลนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มเดียวกันกับบ่อเลี้ยง ชี้ให้เห็นประสิทธิภาพที่จำกัดของระบบหมุนเวียนน้ำโดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ของการเลี้ยง ส่วนคุณภาพดินในบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งสองบ่อที่ศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในแนวโน้มเดียวกัน ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นจุดเด่นการจัดการเลี้ยงกุ้งแบบสมดุลนิเวศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำและสามารถรักษาให้คุณสมบัติน้ำบางตัวมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างเลี้ยงเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีข้อจำกัดโดยเฉพาะการสะสมของสารประกอบไนโตรเจนในช่วงท้ายของการเลี้ยงกุ้งในระดับที่มีผลกระทบต่อการเลี้ยง

คำสำคัญ: การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ คุณภาพน้ำ คุณภาพตะกอนดิน

ข้อมูลการผลิต, การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และตะกอนดินในการจัดการเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบสมดุลนิเวศ

พุทธ ส่องแสงจินดา1, สุพจน์ จึงแย้มปิ่น2, ชัยรัตน์ พุ่มช่วย2 และ สำรอง อินเอก3

1 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ถ. เก้าแสนซอย 1 ต. เขารูปช้าง อ. เมือง จ. สงขลา 90000

2 ศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต. หล่อง อ. ปากพนัง จ. นครศรีธรรมราช 80140

3 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง นราธิวาส ต. ศาลาใหม่ อ. ตากใบ จ. นราธิวาส 96110



Production data, water and sediment qualities variation in the Eco-Balancing managed tiger shrimp cultivation
 
Putth Songsangjinda1, Supot Chungyampin2, Chairat Pumchuay2 and Sumrong In-ek3

1 Coastal Aquaculture Research Institute, Kaosaen Soi 1, Muang District, Songkhla, Thailand 90000.

2 Pakpanang Basin Royal Fisheries Development Center, Pakpanang District, Nakornsrithammarat, Thailand 80140.

3 Narathiwas Coastal Fisheries Research and Development Center, Takbai District, Narathiwas, Thailand 96110.
 
Abstract

Intensive tiger shrimp production in Thailand suffers from water and sediment quality   deterioration during the grow-out period. The Department of Fisheries (DOF) have developed a new shrimp cultivation technology "Eco-Balancing Management: EBM". This technology emphasizes the management of water and sediment and allows for the complete re-circulation of farm water. The EBM technology was applied to a pond at a small-scale private shrimp farm located in Pakpanang District, Nakhonsrithammarat. The objectives of this study were to investigate the variation of water and sediment qualities and the production data, within the grow-out period, of the EBM tiger shrimp cultivation (stocking density 42 PL/m2) relative to an ordinarily managed (ORM) intensive tiger shrimp pond (stocking density 31 PL/m2).

The EBM demonstration site consisted of a 1.5 rai (0.24 ha) grow-out pond and two 0.75 rai (0.12 ha) water re-circulation ponds. The techniques used to stabilize the water and sediment qualities during shrimp cultivation were airlifted re-circulation between grow-out and re-circulation ponds and re-suspension of sediment, to accelerate the decomposition of organic material. It was found that the EBM and ORM ponds produced 1,150 and 2,468 kg of shrimp within 131 days of cultivation at growth rates of 0.12 and 0.13 g/day and a with production costs of 132 and 167 baht/kg respectively. The results also showed that pH, transparency and BOD of the water in the EBM operated pond were more stable than those in the ORM pond. In contrast, dissolved nutrient in the EBM system, particularly nitrite, tended to accumulate and reached concentrations of up to 0.8 mgN/l. This exceeds level suggested as being optimal for tiger shrimp cultivation. The water qualities in both the re-circulation ponds of the EBM managed system showed similar trends to the grow-out pond, indicating the limitation of water quality improvement especially during the last period of shrimp cultivation. Sediment data found in EBM and ORM revealed the similar variation in both of the pond management systems. The results from this study demonstrated the advantages of the EBM shrimp cultivation, in particular a lower production cost and increased stability of some water quality parameters. However, the limitation of EBM appears to be the accumulation of some toxic metabolites which can effect tiger shrimp cultivation.

Keywords: Tiger shrimp cultivation, Water quality, Sediment quality