สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

มีปลาน้ำจืดของไทยอยู่หลายชนิด ที่เชื่อว่าท่านผู้อ่านบางท่านได้รับประทาน หรือบางท่านอาจจะเลี้ยงอยู่แล้วในขณะนี้ ไม่ว่าจะป็นปลานิล ปลาสวาย ปลาดุก ปลาตะเพียน ฯลฯ ซึ่งปลาแต่ละชนิดย่อมมีรสชาติความอร่อยที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละท่าน มีปลาอยู่ชนิดหนึ่งค่ะที่อยากมานำเสนอในบทความฉบับนี้ รสชาติ นุ่ม อร่อย ทำได้หลากหลายเมนูของปลาชนิดนี้เลยค่ะ และที่สำคัญปลาชนิดนี้กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก สดใสมาแรง ว่ากันอย่างนั้น ปลาชนิดนี้ คือ ปลากดเหลืองค่ะ

ปลากดเหลือง เปนปลานํ้าจืดพื้นบานที่ไมมีเกล็ดของไทย พบ แพรกระจายกวางขวางในแหลงนํ้าธรรมชาติ ตลอดจนอางเก็บนํ้าและเขื่อนตาง ๆ รวมทั้งบริเวณ ปากแมนํ้าที่เปนนํ้ากรอย ปจจุบันปลากดเหลืองเปนปลานํ้าจืดเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรสนใจทํา การเพาะเลี้ยงเปนอาชีพ นิยมเลี้ยงปลากดเหลืองในกระชังและในบอดิน ปลากดเหลืองจัดวาเปนปลา ชั้นดีในทองตลาด จึงเปนที่ตองการของตลาดทั้งในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเล เซีย และสิงคโปร ปลากดเหลืองจึงเปนปลาอีกชนิดหนึ่ง ที่คาดวาจะเปนปลาที่มีความสําคัญทาง เศรษฐกิจมากในอนาคตและมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชยตอไป

  ปลากดเหลืองปลาน้ำจืดในอันดับปลาหนัง (Siluriformes) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าHemibagrus filamentus อยู่ในวงศ์ปลากด (Bagridae) มีรูปร่างคล้ายปลากดคัง (H. wyckioides) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน แต่มีรูปร่างเล็กกว่า สีข้างลำตัวเป็นสีเหลือง รูปร่างค่อนข้างบึกบึน หัวแบนลง ท่อนหางสั้น ปากกว้าง หลังโค้งเล็กน้อย หนวดที่ริมปากยาวถึงโคนหาง ครีบหลังมีปลายซี่ก้านยื่นออกมาแยกเป็นเส้น ตัวสีเทา หรือเขียวอมเหลือง หลังเทาเข้ม ท้องขาวซีด ครีบไขมันสีเดียวกับลำตัวจึงเป็นที่ของชื่อ หรืออาจเป็นสีเทาคล้ำ สีท้องจาง ครีบหลังยาวจนถึงจุดเริ่มต้นของครีบไขมัน และครีบไขมันมีสีคล้ำ ขนาดโตเต็มที่ราว 50 เซนติเมตรเป็นปลาที่ใช้บริโภคโดยการปรุงสด รมควัน และปลาแห้ง และมีการเพาะเลี้ยงในกระชังเหมือนปลากดคัง

นอกจากนี้แล้วยังมีปลากดในสกุลเดียวกันนี้ อีกชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกัน คือ ปลากดขาว (H. spilopterus) ซึ่งบางครั้งอาจสับสนกันและเรียกชื่อสามัญตรงกันว่า "ปลากดเหลือง" ด้วย ปลากดเหลืองสามารถเจริญเติบโต และอาศัยอยูไดในสภาพแวดลอมที่หลากหลาย เปนปลาที่ ชอบอาศัยอยูตามพื้นทองนํ้าที่เปนแองหินหรือเปนพื้นดินแข็ง นํ้าคอนขางใส และมีกระแสนํ้าไหลเชี่ยวไม แรงนักพบอยูในระดับความลึกตั้งแต 2-40 เมตร อีกทั้งชอบอาศัยหาอาหารบริเวณที่นํ้าจากตนนํ้า เหนือเขื่อนหรืออางเก็บนํ้าไหลมาบรรจบกับบริเวณแนวนํ้านิ่ง โดยเฉพาะบริเวณปากแมนํ้า ซึ่งมีนํ้าจืด ไหลปะทะกับแนวนํ้าเค็มมีกุง ปลา ปูหอย คอนขางสมบูรณ ปลากดเหลืองจัดเป็นปลาประเภท ปลากินเนื้อ (Carnivorous Fish) หากินในเวลากลางคืนมี กระเพาะอาหารที่มีลักษณะเป็นถุงตรงยาว ผนังหนาสีขาวขุ่น นิสัยการกินอาหารในธรรมชาติ ได้แก่ ปลา ขนาดเล็ก ตัวอ่อนแมลงหรือแมลงในน้ำ กุ้งน้ำจืด เศษพันธุ์ไม้น้ำและหอยฝาเดียว การแพร่กระจายทะเลน้อย ทะเลสาบตอนบน ทะเลสาบตอนกลาง และลำคลองต่างๆ ที่ไหลลงสู่ทะเลน้อย ทะเลสาบตอนบน และทะเลสาบตอนกลาง

อ่านบทความฉบับนี้จบแล้วอย่ารอช้านะค่ะ ตลาดไหนที่อยู่ใกล้ๆ ไปเลือกซื้อ เลือกหา ปลากดเหลืองมาแกงส้มสักมื้อ ขอรับรองว่า รสชาติความอร่อยของปลาชนิดนี้ที่ท่านต้องติดใจโดยไม่รู้ลืมและหากท่านใดไม่ชอบแกงส้ม แต่อยากที่จะลี้ยงปลากดเหลืองเชิงพานิชย์ เพราะดูแล้วเห็นว่าอนาคตเลี้ยงปลาชนิดนี้แล้วสดใสแน่ๆ ก็สามารถติดต่อสอบถามมาได้ที่กรมประมงของเราได้เลยค่ะ ที่หน่วยงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สงขลา ตำบลคลองหอยโข่ง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา กรมประมงของเรายินดีที่จะบริการในทุกรูปแบบ เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องเกษตรกร.....นึกถึง กรมประมงค่ะ

 https://th.wikipedia.org

http://www.eto.ku.ac.th/

หน่วยงานที่สร้างคู่มือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมประมง ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

สามารถดาวโหลดเอกสารได้ : คลิ๊ก

สัตว์น้ำเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างขึ้นทดแทนได้เองตามธรรมชาติ หากขาดการจัดการการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสม มีการจับสัตว์น้ำมาใช้กันจนเกินขนาด โดยการใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมายก็จะทำให้สัตว์น้ำเติบโตไม่ทันตามความต้องการ และหมดลงได้ในที่สุด กรมประมงโดยหน่วยบริหารจัดการประมงน้ำจืดพัทลุงได้มีการตรวจจับการทำประมงที่ผิดกฎหมายบริเวณทะเลน้อยจนมาถึงปากรอในปีงบประมาณ 2560 พบผู้กระทำความผิดด้านการประมง จำนวน 62 คดี ผู้ต้องหา 21 ราย จำนวนเรือ 15 ลำ พร้อมของกลางซึ่งเป็นเครื่องมือประมงจำนวน 1,015 รายการ ข้อมูลเพิ่มเติม=> คลิ๊ก

กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอคุณศุภวัฑฒ์  โกมลมาลย์  ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม  หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร

ความสำเร็จที่เป็นครั้งแรกของโลกนั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเกิดในประเทศไทย โดยคนไทย ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวครั้งแรกของโลกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งผู้เขียนได้รับโอกาสให้เขียนบทความนี้ ซึ่งไม่ได้มีโอกาสได้เขียนกันบ่อยๆ นักดังนั้นบทความนี้จึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่ผู้เขียนจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับกรมประมงและประเทศไทยดังกระฉ่อนไปทั่วโลกในฐานะที่ดิฉันเองก็ทำงานอยู่กรมประมง ถ้าไม่นำความภาคภูมิใจนี้มาเล่าสู่กันฟัง ก็คงสุดแสนจะเสียดายเลยค่ะ
ปลากะพงขาว (Seabass, Asian seabass)มีชื่อวิทยาสาสตร์ว่าLatescalcarifer(Bloch, 1790) อาศัยแพร่กระจายอยู่ในเขตร้อน เป็นปลาที่เจริญเติบโตได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย แต่มาผสมพันธุ์วางไข่ในน้ำทะเล เมื่อลูกปลาเข้าสู่ระยะวัยรุ่นมีการอพยพเคลื่อนย้ายกลับเข้าไปอาศัยในน้ำจืด ปลาที่สมบูรณ์เพศจะอพยพกลับแหล่งวางไข่บริเวณชายฝั่งทะเลปลากะพงขาวเป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นปลาน้ำกร่อยที่มีการเลี้ยงมากที่สุดในประเทศไทย

คุณสวัสดิ์ วงศ์สมนึก (ซ้าย) และคุณสุจินต์ มณีวงศ์ (ขวา)
บุคคลในตำนานความสำเร็จที่จะกล่าวถึงเกียรติคุณของท่านก็คือคุณสวัสดิ์ วงศ์สมนึก และคุณสุจินต์ มณีวงศ์ นักวิชาการประมง สังกัดสถานีประมงสงขลากองประมงน้ำกร่อย กรมประมง (ชื่อในขณะนั้น)หน่วยงานนี้มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำจำพวกกุ้ง ปลา และสาหร่ายทะเลที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนดำเนินการสำรวจทางชีววิทยาประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ตลอดจนแหล่งน้ำชายฝั่งทะเล ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชถึงนราธิวาสสถานีแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2506มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ตำบลบ่อยาง ถนนวิเชียรชม ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันเป็นสำนักงานประมงจังหวัดสงขลา
ท่านทั้งสองมีความสนใจที่จะเพาะพันธุ์ปลาทะเล เนื่องจากนักวิชาการท่านอื่นๆ ให้ความสนใจด้านกุ้งทะเล โดยคุณสวัสดิ์เห็นว่าเวลาแม่ค้าเขาเอาปลากะพงขาวขนาดประมาณ 10 กก.มาขาย สมัยนั้น (ราว ๆ พ.ศ. 2514) ราคาตัวละ 400-500 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือนท่านแค่ 950 บาท นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจศึกษาปลาตัวนี้ โดยเริ่มจากการศึกษาเบื้องต้นว่าปลากะพงขาวสามารถเลี้ยงในที่กักขังและเจริญเติบโตได้หรือไม่ ซึ่งต้องจับปลามาเลี้ยงดูว่า ยอมรับการกักขัง ยอมรับอาหารที่ให้หรือไม่ จึงเกิดคำถามขึ้นว่า“แล้วจะหาลูกปลาจากที่ไหนเพราะยังไม่เคยเห็นลูกปลากะพงขาวมาก่อนเลย”และต่อมามีชาวประมงพื้นบ้านที่รู้จักกันชื่อคุณสมนึก ปลอดทอง ได้จับลูกปลากะพงขาวขนาด 5 นิ้วมาให้จึงได้รู้จักลูกปลากะพงขาวเป็นครั้งแรก ลักษณะตามตัวมีสีเขียวอมเหลืองอ่อน บนสันหัวมีขีดสีเหลืองปูนแห้ง(เทา) บนพื้นสีเขียวมะกอก
ท่านทั้งสองเริ่มรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลากะพงขาวบริเวณปากทะเลสาบสงขลาใน 3 แหล่ง คือ 1)บริเวณปากทะเลสาบสงขลา2) บริเวณร่องน้ำหน้าวัดเขาบ่อที่เกาะยอ และ 3) บริเวณบ้านหัวรังที่เกาะยอ ดังภาพประกอบโดยใช้เครื่องมือเบ็ด ซึ่งทั้งสามแหล่งนี้เป็นแหล่งที่มีพ่อแม่พันธุ์ปลากะพงขาว ที่มีความสมบูรณ์เพศมากที่สุดในทะเลสาบสงขลา โดย เฉพาะบริเวณร่องน้ำหัวเขาแดงที่ปากทะเลสาบ เป็นบริเวณที่มีความชุกชุมสูงสุดในตอนแรกตั้งใจจะจับให้ได้พร้อมกันทั้งตัวผู้และตัวเมีย แต่ก็จับไม่ได้ซักที เพราะว่าพ่อแม่ปลาจะอพยพเข้าสู่แหล่งวางไข่ไม่พร้อมกัน แต่พอศึกษาต่อไปๆ ทำให้รู้ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนปลาเริ่มอพยพ พ่อแม่ปลาที่รวบรวมได้ส่วนใหญ่มีขนาดใหญ่ ปลาเพศเมียมีความยาว80-100 ซม. น้ำหนัก 7.9-17.1 กก. ปลาเพศผู้มีความยาว65-81 ซม. น้ำหนัก 4.0-7.5 กก.

การเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวในครั้งนั้น ท่านทั้งสองได้เลือกใช้วิธีการผสมเทียมโดยการฉีดฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin (HCG)และสารสกัดจากต่อมใต้สมองปลากะพงขาว เพื่อเร่งการวางไข่ของแม่ปลา โดยใช้ทั้งวิธีแบบแห้งและแบบเปียก ผลการผสมเทียมครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่สำเร็จ พบว่าที่ดีที่สุดคือ สามารถเร่งให้แม่ปลาวางไข่ได้แต่ไข่ไม่มีการผสม ท่านทั้งสองได้พยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่สำเร็จซักทีซึ่งปัญหาอยู่ที่การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลากะพงขาวจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มักไม่สามารถรวบรวมปลาตัวผู้และตัวเมียให้ได้ขนาดตามความต้องการในคราวเดียวกันได้ทำให้การผสมระหว่างไข่และน้ำเชื้อไม่สามารถกระทำได้อย่างทันท่วงทีทำให้ไข่ปลาเลยระยะการผสม(over riped) ไปประมาณ24 ชม. ความพยายามดูเหมือนไร้ค่า สิ้นเปลื้องไปทั้งงบประมาณและเวลา จนกระทั่งคุณไพโรจน์พรหมานนท์ หัวหน้าสถานีประมงสงขลาในขณะนั้น ได้ขอร้องแกมบังคับให้คุณสวัสดิ์และคุณสุจินต์หยุดทดลองเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว คุณสวัสดิ์ได้เล่าเรื่องราวที่เป็นจุดวิกฤตแห่งการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวครั้งแรกของโลกไว้อย่างตื่นเต้นว่า“เราทำไม่ได้ ทางกรมประมงเขาก็อ่อนใจ ทำมาเกือบสองปีแล้ว วันนั้นพี่โรจน์มายืนเกาะโต๊ะผม แล้วบอกว่า คุณสวัสดิ์ คุณพอได้แล้วน่ะ ผมบอกพี่โรจน์ว่า ผมขอโอกาสอีกครั้งเดียว”

ท่านทั้งสองไม่ละทิ้งความเพียรพยายามและขอใช้โอกาสสุดท้ายพิสูจน์ตัวเอง จึงได้วิเคราะห์ปัญหาและแนวทางแก้ไข ในครั้งนี้ท่านได้เตรียมน้ำเชื้อตัวผู้ไว้ก่อนล่วงหน้า เพื่อที่จะสามารถผสมกับไข่ได้ทันที โดยการรีดน้ำเชื้อแช่น้ำแข็งไว้เตรียมพร้อมสำหรับการผสมเทียมปลากะพงขาว แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่สามารถหาแม่ปลาที่สมบูรณ์พร้อมวางไข่ได้ จนท่านทั้งสองอ่อนใจ จนเข้าสู่วันที่ท่านตั้งใจจะทำเป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นคุณสวัสดิ์ออกเรือไปกับนายสะหรีสันบูกา นายท้ายเรือรอแม่ปลาตั้งแต่เช้าจนเย็นก็ยังไม่ได้ซักที จนกระทั่งเกือบห้าโมงเย็นแล้ว มีชาวประมงยกมือตะโกนบอกว่า “ได้ปลาแล้ว...ได้ปลาแล้ว”คุณสวัสดิ์ดีใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเข้าไปดูพบว่า “เป็นแม่ปลาที่ตายแล้ว”คุณสวัสดิ์เริ่มใจเสีย แต่เดชะบุญนำพา วาสนาส่ง คุณสวัสดิ์ได้ลูบคลำท้องแม่ปลาไปมา ฉุกคิดได้ว่า“ไข่คงยังไม่ตาย”จึงตัดสินใจผ่าท้องแม่ปลาแล้วรีดไข่แล้วนำน้ำเชื้อปลาตัวผู้ที่เตรียมไว้มาผสมเลยทันที แล้วรีบนำกลับมาที่สถานีย่อยที่ฝั่งเก๋ง เพื่อส่องดูพัฒนาการของไข่ปลา ปรากฏว่าไข่มีการผสม ท่านทั้งสองได้รายงานคุณไพโรจน์ว่า“เราทำสำเร็จเรียบร้อยแล้วครับหัวหน้า” คุณสวัสดิ์ได้กล่าวถึงวันแห่งความสำเร็จไว้อย่างภาคภูมิใจว่า ตรงกับวันที่ 16 สิงหาคม 2516 ซึ่งบังเอิญตรงกับวันที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดชจักรีนเรศยุพราชวิสุทธิ สยามมกุฎราชกุมารพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏขณะนั้น ทรงเสด็จมายกช่อฟ้า ณ วัดมัชฌิมาวาส (วัดกลาง)อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการเสด็จมาเป็นครั้งแรกของพระองค์ท่าน และเป็นครั้งแรกของจังหวัดสงขลา
หลังจากนั้นการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวก็พัฒนามาเรื่อยๆ และขยายผลไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลกผลการเพาะพันธุ์ในช่วงนั้นพบว่า มีอัตราการฟักไข่สูงสุด 95% ได้ลูกปลาแรกฟักรวมมากกว่า 700,000 ตัว โดยสามารถทดลองอนุบาลจนลูกปลามีอัตรารอดสูงสุด 30.18%ที่อายุ30 วัน จากงานวิจัยการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวนี้ ส่งผลให้ท่านทั้งสองได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2517 จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จในครั้งนี้ได้สร้างชื่อเสียงให้สถานีประมงสงขลาเป็นอย่างมาก ในเวลาต่อมาหลังจากจัดตั้งสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติจังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นประมาณ 80 ล้านบาท สถาบันฯ แห่งนี้ได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมหลักสูตรนานาชาติเรื่องการเพาะและอนุบาลปลากะพงขาว เพื่อเผยแผ่ความรู้ให้แก่นักวิจัยต่างชาติที่สนใจ ดังภาพประกอบ นอกจากนี้ท่านทั้งสองยังได้รับเชิญให้ไปร่วมประชุมทางวิชาการด้านการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว ส่งผลให้การเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวแพร่หลายและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ตลอดจนสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนชาวไทยมาจนถึงปัจจุบันนี้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงที่นำมาเล่าสู่กันฟัง ดิฉันเชื่อว่าไม่เฉพาะแต่กรมประมงที่มีความรู้สึกภาคภูมิใจ คนไทยทุกคนย่อมมีความรู้สึกเช่นกัน ต้องขอขอบคุณ คุณสวัสดิ์ วงศ์สมนึก และคุณสุจินต์มณีวงศ์ นักวิชาการประมงที่ได้เพียรพยายามและมุ่งมั่นทุ่มเทในวันนั้น ทำให้เรามีปลากะพงขาวเป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและของโลกตราบจนวันนี้ถึงแม้ว่ามีปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทำให้ท่านล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ท่านไม่เคยล้มเลิก สมดั่งคำคมที่ว่า “หนทางความสำเร็จคือ การเรียนรู้และปรับปรุงความล้มเหลว”
หากท่านผู้อ่านสนใจศึกษาดูงานการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว การเลี้ยงปลากะพงขาวในระบบน้ำหมุน เวียน หรือต้องการที่จะซื้อลูกพันธุ์ปลากะพงขาว สามารถติดต่อมาที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต6 (สงขลา) โทร 074-311895 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ที่ www.nicaonline.com หรือทางช่องทางเฟสบุ๊คwww.facebook.com\nicaonlineของเราพร้อมบริการด้วยความภาคภูมิใจค่ะ

เอกสารอ้างอิง

1. ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร, 2554.หนังสือครบรอบ 30 ปี การก่อตั้งสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
10 กันยายน 2554. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง. 107 หน้า
2. คุณสวัสดิ์ วงศ์สมนึก, หนังสือ 54 ปี จากสถานีประมงทะเลสงขลาสู่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ชายฝั่ง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งก้าวหน้าด้วยพระบารมีปวงข้าพระพุทธเจ้าน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา) กรมประมง. 48 หน้า

 

บทคัดย่อ

การศึกษาชีววิทยาบางประการของปลากะแมะ ในพื้นที่พรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการในรอบปี ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคม 2544 โดยรวบรวมตัวอย่างปลาจากชาวประมง ผลการศึกษาพบตัวอย่างปลากะแมะที่รวบรวมได้ 293 ตัวอย่าง มีความยาวเฉลี่ย 14.6+-1.8 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 37.7+-9.7 กรัม ประกอบด้วยปลากะแมะเพศผู้ 136 ตัว และเพศเมีย 157 ตัว ปลากะแมะมีรูปร่างแบบ elongate บริเวณส่วนหน้าแบนลงและส่วนท้ายแบนข้าง ส่วนหัวใหญ่ แบนราบมาก มีความยาวมาตรฐานเท่ากับ 5.8+-11.1 เท่าของความลึกลำตัว การวิเคราะห์สัดส่วนเพศไม่พบความแตกต่างกันในรอบปี อัตราส่วนปลากะแมะเพศผู้ต่อปลากะแมะเพศเมียเท่ากับ 1:1.15 และมีสมการความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักต่อความยาวปลาเป็น W = 0.2052 L1.9384 (R2 = 0.9389, n = 293, p<0.01) ส่วนการศึกษาองค์ประกอบของอาหารแสดงให้เห็นว่าปลากะแมะเป็นปลาประเภทกินเนื้อมีอาหารในกระเพาะประกอบด้วยเนื้อปลาร้อยละ 90.3 แมลงร้อยละ 7.0 ซากอินทรีย์ร้อยละ 2.5 และวัสดุอื่นร้อยละ 0.2 มีสัดส่วนของความยาวปลาต่อความยาวลำไส้เฉลี่ย 0.74

บทคัดย่อ

การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนาในประเทศไทยมักประสบกับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและตะกอนดินระหว่างการเลี้ยงกุ้ง กรมประมงได้นำเอาระบบการเลี้ยงกุ้งแบบสมดุลนิเวศ ที่เน้นการจัดการบำบัดน้ำทิ้งและตะกอนเลนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่องในระหว่างเลี้ยง เข้ามาทดสอบสาธิตในพื้นที่เลี้ยงกุ้งของเอกชนรายย่อยในเขตอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและตะกอนดินระหว่างเลี้ยงและข้อมูลการผลิตกุ้งในบ่อที่จัดการลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบสมดุลนิเวศที่ปล่อยกุ้งลงเลี้ยง 42 ตัว/ตรม. เปรียบเทียบกับบ่อที่จัดการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาทั่วๆ ไปที่ปล่อยกุ้ง 31 ตัว/ตรม.

บทคัดย่อ

อัตรารอดของปลากะพงขาวที่ระดับการเสริมหัวอาหารเท่ากับ 1,2,3,4,5 และ 10% ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ส่วนที่ ระดับ 0 และ 0.5 % มีอัตรารอดค่อนข้างต่ำ น้ำหนักที่เพิ่มที่ระดับ 0 และ 10% มีค่าต่ำสุด และพบว่าการเติมหัวอาหารที่ระดับ 1%เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด คือ โตที่สุดอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำและมีอัตรารอดสูงสุดสำหรับปลากะพงขาว ที่ให้อาหารโดยไม่เสริมหัวอาหาร(0%) มีอัตราการตายสูง

ในระหว่างวันที่ 5 - 8 กันยายน 2560
หลังจากรอเวลามาประมาณ 4 ปี ก็ได้เวลาเริ่มผลิตปลากะพงขาวรุ่นลูก (F1 select generation) จากพ่อแม่ปลากะพงขาวกลุ่มคัดเลือกสำหรับน้ำหนัก (select for body weight) ที่ถูกคัดเลือกไว้ที่ระดับความเข้มข้นของการคัดเลือก (selection intensity) 2 ระดับ และกลุ่มควบคุม (random group)

 ความสำเร็จที่เป็นครั้งแรกของโลกนั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเกิดในประเทศไทย โดยคนไทย ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวครั้งแรกของโลกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งผู้เขียนได้รับโอกาสให้เขียนบทความนี้ ซึ่งไม่ได้มีโอกาสได้เขียนกันบ่อยๆ นักดังนั้นบทความนี้จึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่ผู้เขียนจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก